หน้าแรก arrow ข่าวและบทความ arrow นานาสาระ arrow ในหลวงทรงถุงพระบาทที่ขาด...การประทับรอยพระบาท ณ ดอยพญาพิภักดิ์
ในหลวงทรงถุงพระบาทที่ขาด...การประทับรอยพระบาท ณ ดอยพญาพิภักดิ์ พิมพ์ อีเมล
เรื่องโดย ศรศักดิ์ พูลแย้ม   
พฤหัสบดี,22 มิถุนายน 2006
  พระราชกรณียกิจ หรือภารกิจทางทหารอันสำคัญขององค์จอมทัพไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราได้ทรงเสด็จฯ เข้าสู่ท่ามกลางผู้ที่หลงผิดเข้าเป็นกองกำลังติดอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในเขตงานที่ 8 ของ พคท. ดอยพญาพิภักดิ์ และได้ ทรงประทับรอยพระบาท 2 ข้าง รวม 2 คู่ บนปูนปลาสเตอร์, เมื่อได้ถอดรองพระบาทออกแล้ว ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์นั้นได้เห็นว่า ถุงพระบาท (ถุงเท้า) ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น-มีรอยขาดแต่พระองค์ก็ยังทรงใช้อยู่ ไม่ได้ทิ้งเสีย        รายงานเรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงถุงพระบาทที่ขาดนั้น ได้เป็นที่สนใจและกล่าวขวัญกันอยู่ในหมู่พสกนิกร ด้วยความรู้สึกปีติชื่นชม ที่พระองค์ทรงเป็นตัวอย่างของการประหยัดในแนวทางเป็นอยู่อย่างพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟื้อ มีเหตุและผลในการดำรงตน เรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงใช้ถุงพระบาทที่มีรอยขาด เมื่อยังอยู่ในสภาพที่พอใช้ได้ต่อไป นอกเหนือไปจากเรื่องของ รองพระบาท (รองเท้า) ที่พระองค์ยังทรงโปรดให้ข้าราชบริพารนำรองพระบาทที่ชำรุดไปซ่อม และทรงใช้งานต่อไป ซึ่งมีการเปิดเผยกันมาแล้ว
        กล่าวถึงเขตงานที่ 8 ของ พคท.นี้ มีผู้ที่รู้จักเขตงานนี้อย่างดีที่สุด ซึ่งเวลานี้เป็น ฯพณฯ อยู่ในคณะรัฐมนตรี เมื่อครั้ง ฯพณฯ เป็นผู้หนึ่งที่ “เข้าป่า” แต่ เวลานี้ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้วตามสถานการณ์ของบ้านเมืองที่ได้คลี่คลายหมด สิ้นปัญหาความขัดแย้งนั้น เขตงานที่ 8 ครอบคลุมเขตจังหวัดเชียงรายคือ อำเภอเทิง ขุนตาล เวียงแก่น พญาเม็งราย เชียงของ สถานที่ท่องเที่ยวอันลือชื่อคือ “ภูชี้ฟ้า” ก็อยู่ในเขตงานนี้ ในอดีตอยู่ในยุทธภูมิที่มีการสู้รบกันรุนแรงยิ่งทางด้านใต้ลงไปเป็นดอยผาจิ อยู่ในเขตจังหวัดพะเยาต่อเนื่องไปถึงเขตจังหวัดน่าน ซึ่งเป็นอีกเขตงานหนึ่ง โดยในเขตลาวมีดอยผาหม่นติดแขวงชัยบุรีขนานกันไป และต่อไปทางตะวันออกจึงเป็นแม่น้ำโขง และแขวงหลวงพระบาง
        ร. 17 พัน 3 ของ พล.ร. 4 เป็นกองพันรับผิดชอบในเขตงานที่ 8 พคท.ตั้งแต่ พ.ศ. 2514 แปรสภาพเป็นกองพันสนามชายแดน “พัน ร. 473” มีผู้บังคับกองพันเปลี่ยนหน้าที่เข้ามาหลายคน โดยช่วงที่สถานการณ์มีความรุนแรงดุเดือดที่สุดเป็นช่วงที่ พล.ท.อิทธิพล ศิริมณฑล เป็น ผู้บังคับกองพัน (ขณะมียศ พ.ท.ปัจจุบันเกษียณอายุราชการ และไปใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างสงบอยู่ที่บ้านจังหวัดเชียงราย และลงมือทำสวน ทำนาด้วยตนเอง) และผู้บังคับกองพันคนต่อมาคือ พ.ท.วิโรจน์ ทองมิตร ( เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ เมื่อเป็น พ.อ.(พิเศษ) ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 17) สถานการณ์ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อช่วง พล.ท.อิทธิพล ศิริมณฑล เป็น ผบ.พันมาถึง พ.ท.วิโรจน์ ผู้บังคับกองพันคนใหม่ ในช่วง พ.ศ. 2523-2524 มีความรุนแรงที่สุดกว่าสถานการณ์สู้รบใดๆ ในประเทศ โดย ผกค.บนดอยพญาพิภักดิ์ ซึ่งเป็นชาวไทยภูเขาเผ่าม้งทั้งสิ้น มีกำลังประมาณ 2 พันคนใน 8 หมู่บ้าน ที่เป็นฐานปฏิบัติการใหญ่ มีการปฏิบัติการรุนแรงยิ่ง จะแพ้ชนะกันก็อยู่ในช่วงดังกล่าว
        ทางยุทธการของทหารต้องเผด็จศึกให้ได้ในปี 2524 และทำการยึดได้ตามเป้าหมายในปีนั้น จากนั้นก็เข้าสู่การมีชัยชนะอย่างเด็ดขาด ตามนโยบาย 66/23 ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายก รัฐมนตรี ในการใช้นโยบายทางการเมืองนำหน้า สถาปนาความมั่นคงอย่างถาวรในพื้นที่ และเพื่อให้นโยบายการรุกไล่เป็นผลสัมฤทธิ์ หลังจากที่ทางพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ปรับเปลี่ยนนโยบายต่อไทยเสียใหม่ ต้องการลดความช่วยเหลือต่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในปี 2522 เมื่อมีนายทหารไทย 3 คน ดำเนินกลยุทธ์อย่างลับ มีแผนใต้ดิน เดินทางไปพบ “เติ้งเสี่ยวผิง” ผู้นำของจีน และต่อจากนั้น พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ลดความช่วยเหลือและความสัมพันธ์กับพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย ลงมาตามลำดับ ซึ่งสัญญาณที่มาจากจีนนี้ ทำให้ พคท.เร่งการปฏิบัติการแบบ “โหมกำลัง” เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อช่วงชิงพื้นที่ให้มากที่สุด โดยหวังเป็นเครื่องต่อรองหากว่าจะมีการเปิดเจรจากัน
        การ ปฏิบัติการใต้ดินของนายทหาร 3 คน ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2522 นั้น มาครบ 27 ปีในวันที่ 24 มิถุนายน 2549 นี้ ซึ่งจะมีรายงานเป็นพิเศษใน “ลึก-หกสิบ, ลับ-สี่สิบ” นี้ในครั้งหน้าว่ามีการปฏิบัติการอย่างลับเพียงใด แต่ในครั้งนี้ ขอระลึกถึงการปฏิบัติการ ณ ปักกิ่ง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2522 ไว้ก่อนว่า ได้ผ่านมาครบ 27 ปีแล้ว
        ใน พ.ศ. 2525 ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่ พัน ร. 473 (หรือ ร. 17 พัน 3 ค่ายเม็งรายมหาราช เชียงราย อันเป็นที่ตั้งปกติ) ดำเนินการทางทหารมีชัยชนะต่อพื้นที่เขตงานที่ 8 (พคท.) อย่างเด็ดขาดใน พ.ศ. 2524 ก็ได้ดำเนินกลยุทธ์ตามนโยบาย 66/23 ที่มีคำว่า “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” เกิดขึ้น สำหรับ ผกค.และแนวร่วมทั้งหลายที่เข้ามอบตัว โดยไม่ถือว่าการกระทำที่ผ่านมามีความผิดทางกฎหมาย
        พ. ท.วิโรจน์ ทองมิตร ผู้บังคับกองพัน ร.อ.ปราโมทย์ ถีระแก้ว รองผู้บังคับกองทัพ ร.อ.สวัสดิ์ กระต่ายทอง นายทหารยุทธการ (ฝอ. 3) ของกองพันได้ดำเนินกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง จนที่ตั้งหมู่บ้าน ผกค.ทั้ง 8 แห่งของเขตงานซึ่งไม่ได้เห็นกันมาก่อน ได้ถูกเปิดเผยออกมาหมดทุกแห่ง และทหารได้เข้าปฏิบัติการทางจิตวิทยาต่อมวลชนในหมู่บ้านนั้นได้ โดย ร.อ.สวัสดิ์ กระต่ายทอง เป็นผู้นำในการเข้าพื้นที่แบบเหยียบรัง ผกค.เป็นครั้งแรก
        ผกค.ทั้งเขตงานที่ 8 ยอมเข้ามอบตัว และเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยทั้งหมด ถือเป็นเขตงานแรกในประเทศไทยที่ทำเช่นนั้น ถือว่า พัน ร. 473 ได้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายทุกอย่างเป็นเขตงานแรกที่ยุติการปฏิบัติการ ใช้อาวุธของ ผกค.ได้อย่างสิ้นเชิงเช่นนี้ แต่อุปสรรคทั้งหลายก็ยังมีอยู่ คือทางด้านจิตใจความรู้สึกของบรรดาผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (หรือ ผกค.เก่า) ยังคิดว่าเป็นกลศึก เป็นกลลวง ไม่มีความมั่นใจว่า เมื่อยุติการใช้กำลังอาวุธแล้ว ทางทหารหรือทางราชการจะมาคิดบัญชีย้อนหลังหรือไม่ เพราะรบกันมานานถึง 10 ปี เสียชีวิตกันไปมากมายทั้ง 2 ฝ่าย
        ผู้ที่เป็นแกนนำใหญ่หรือสหายนำที่มีความวิตกเช่นนี้ว่าหลักประกันในความ ปลอดภัยในอนาคตของพวกเขาจะเป็นเช่นใด จึงนึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นผู้ที่ปกครองแผ่นดิน ทรงยิ่งใหญ่ที่สุดในราชอาณาจักรไทย จะทรงเป็นที่พึ่งที่หวังของพวกเขาได้ว่า หลังจากวางอาวุธเข้ามอบตัวแล้ว วิถีชีวิตจะเป็นปกติสุข ไม่มีการรบกวนหรือคิดบัญชีเก่าอะไรกันอีก พวกเขาจะมีความแน่ใจได้เมื่อได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วเท่านั้น พูดกันง่ายๆ คือ พวกเขาในเขตงานที่ 8 จะขอเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นการ “มอบตัว-วางอาวุธ” กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อ ความวิตกทุกข์ร้อนใจในอนาคตจะได้หมดไป เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับการมอบตัว ทรงรับรู้แล้วว่า บรรดาผู้ที่เคยอยู่ในเขตงานที่ 8 ของ พคท.ได้เข้ามาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยแล้ว
        ใน ขณะที่ความกังวลของ ผกค.เขตงานที่ 8 มีอยู่นั้น ร.อ.สวัสดิ์ กระต่ายทอง นายทหารยุทธการของ พัน ร. 473 ได้ดำเนินการอย่างคู่ขนาน เพื่อให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ ถือความสัตย์ต่อกัน ด้วยการที่ ร.อ.สวัสดิ์ เป็นผู้ไปคลุกคลีอยู่ในหมู่บ้าน ผกค.โดยไม่มีอาวุธ กินอยู่หลับนอนกับเขาจนคุ้นเคย และขอเฮลิคอปเตอร์มารับบรรดาแกนนำหรือสหายนำทั้งหลายมาเที่ยวที่ตัวจังหวัด เชียงรายอยู่หลายครั้ง
        ในความปรารถนาของ ผกค.เขตงานที่ 8 ที่จะขอเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น เป็นสิ่งที่ทางทหารในพื้นที่มาถึงกองทัพภาคที่ 3 และกองทัพบกกำลังพิจารณาอยู่ว่า จะเป็นเรื่องเหมาะสมหรือถูกควรประการใด แต่ยังไม่ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูล ขอพระมหากรุณาธิคุณฯ โดยไม่ทราบว่าสิ่งเหล่านี้ได้ถึงพระเนตร พระกรรณของพระองค์โดยทางใด, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีหมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินไปยังดอยพญาพิภักดิ์ ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2525 โดยเป็นหมายกำหนดการของสำนักราชเลขาธิการ มายังสมุหราชองครักษ์ ประสานกับทางกองทัพบกเอง
        สถานการณ์ทั้งหลายในเขตงานที่ 8 (พคท.) ดอยพญาพิภักดิ์นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์จอมทัพไทยน่าจะได้อยู่ในสายพระเนตรพระกรรณมาก่อนแล้วว่า ทหารของพระองค์คือ พัน ร. 473 ได้ปฏิบัติการทางทหารอย่างใดบ้าง ในห้วงเวลาที่ถือว่าหนักและรุนแรงที่สุดในปี 2523 ถึงช่วงปลายปี 2524 จนสามารถยึดพื้นที่ได้ทั้งหมด กดดันการปฏิบัติของ ผกค.ทั้งเขตงานอย่างหนัก
        ใน วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2525 อันเป็นวันประวัติศาสตร์ที่ดอยพญาพิภักดิ์นั้น ปรากฏว่าเกิดความปีติและตื่นเต้นอย่างที่สุด ในหมู่ประชาชนทั้งที่เป็นอดีต ผกค.อยู่บนดอยสูง และชาวบ้านพื้นราบที่พากันเดินขึ้นดอยพญาพิภักดิ์เป็นระยะทางถึง 8 กิโลเมตร เพื่อไปรับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ พื้นที่ซึ่งเคยถือว่ามีอันตรายทุกฝีก้าวนั้น มีประชาชนมารอรับเสด็จฯ ประมาณ 3 หมื่นคนทีเดียว
       
        เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงดอยพญาพิภักดิ์ ปรากฏพระองค์ให้เห็นว่าได้เสด็จฯ มาแล้ว เสด็จฯ มาจริงๆ ก็มีเรื่องอึกทึกฮือฮาขึ้น เพราะก่อนหน้านั้น ฝ่ายตรงข้ามในเขตงานอื่นๆ พยายามปล่อยข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะไม่เสด็จฯ มาจริง ในพื้นที่ซึ่งเพิ่งจะพ้นการเป็นยุทธภูมิเลือดไปหมาดๆ และสถานการณ์ต่างๆ ยังไม่ถือว่า ได้เข้าสู่ความเรียบร้อยเต็ม 100%
       
        พ.ท.วิโรจน์ ทองมิตร ผู้บังคับกองพัน ร. 17 พัน 3 ได้กราบถวายบังคมทูลว่า มวลชน 8 หมู่บ้านที่เคยตกอยู่ใต้อิทธิพลของ พคท.กำลังเข้าสู่นโยบายที่ 66/23 ในการเข้าเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย และต้องการดำเนินชีวิตต่อไปด้วยความสงบสุข การเสด็จฯ ครั้งนี้ทำให้ผู้ที่เข้ามาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยชุดแรกของประเทศ ได้เกิดความรู้สึกว่านโยบายทั้งหลายของรัฐบาลนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงสุดของพวกเขา ได้ทรงรับรู้แล้ว และเสด็จฯ มาด้วยพระองค์เอง จะทำให้เกิดความมั่นใจ หมดความคลางแคลงใจ หมดความหวาดระแวงต่อกัน และสถานการณ์ทั้งหลายจะคืนสู่ความสงบอย่างยั่งยืนตลอดไป จึงขอพระราชทานพระราชวโรกาสเสด็จฯ ให้ประชาชนเข้าเฝ้าฯ อย่างใกล้ชิด และขอให้ทรงประทับรอยพระบาทจากพระวรกายคือฝ่าพระบาทแท้ๆ ไว้เป็นที่เคารพสักการะ เป็นที่เตือนใจว่าทุกฝ่ายที่อยู่ใต้เบื้องพระบาทนี้ จะอยู่ร่วมกันโดยสันติตลอดกาลนาน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชานุญาตแล้ว การประทับรอยพระบาทบนปูนปลาสเตอร์ที่ผสมไว้อย่างหมาดๆ จึงได้เริ่ม
       
       
เมื่อ พ.ท.วิโรจน์ ได้ถวายงานแก้เชือกผูกรองพระบาททั้ง 2 ข้าง ก็เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงฉลองถุงพระบาท (ถุงเท้า) มีรอยขาดอยู่ ก็ถอดถุงพระบาทนั้นจากพระบาท จัดพับเก็บไว้บนพาน และนำแท่นปูนปลาสเตอร์ที่ผสมไว้แล้วมาให้ทรงประทับรอยพระบาท ทั้งซ้ายขวา 2 ข้าง รวม 2 คู่ โดยกราบบังคมทูลว่า รอยพระบาทคู่หนึ่งจะประดิษฐานไว้บนดอยพญาพิภักดิ์ โดยจะสร้างศาลารอยพระบาทไว้ประดิษฐาน และอีกคู่หนึ่งจะอัญเชิญไปประดิษฐานที่ ร. 17 พัน 3 ค่ายเม็งรายมหาราช จังหวัดเชียงราย เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับรอยพระบาทแล้ว พ.ท.วิโรจน์ จึงได้นำน้ำมาชำระพระบาทที่เปื้อนปูนปลาสเตอร์จนสะอาด เช็ดพระบาทจนแห้งสนิทแล้วจึงเชิญถุงพระบาทที่ขาด...และรองพระบาทมาสวมกับพระ บาทของพระองค์

หลังจากที่ประทับรอบพระบาทเสร็จแล้ว พันโทวิโรจน์ แสงมิตร ได้ใช้ผ้าเช็ดพรบาท เพื่อขับเอาคราบปูนปลาสเตอร์ออก

        จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ได้เสด็จฯ ทรงเยี่ยมประชาชนอย่างใกล้ชิด และทรงได้อยู่ท่ามกลางอดีต ผกค.ซึ่งบัดนี้ได้วางปืนและอาวุธทั้งหลายมาเฝ้ารับเสด็จฯ สองมือนั้นกลับเป็นสองมือที่พนมและก้มกราบที่พระบาท
        ผกค.ระดับแกนนำที่ได้เข้าเฝ้าฯ ไปวันนั้น อาทิ “หมอแดง” บ้านห้วยหาญ ซึ่งเป็นหมอฝังเข็มเรียนวิชาแพทย์จากจีน, ยั๊วะชง บ้านเชวาม้ง, หย่าเจี๊ยะ บ้านพญาพิภักดิ์, นายแก้ว บ้านขุนเต้า, เล่าหลือ บ้านเล่าอู ซึ่งเป็นเผ่าม้งทั้งหมด ต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ทั้ง 4 พระองค์ได้ประทับอยู่ที่ดอยพญาพิภักดิ์ตั้งแต่เที่ยง จนถึงประมาณ 21.00 น. จึงเสด็จฯ กลับพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ และในคืนวันนั้น ทางทหารได้จัดให้มีมหรสพสมโภชหลายอย่าง งานมีจนถึงสว่าง โดยไม่มีเหตุร้ายใดๆ เลย และเป็นครั้งแรกที่ชาวไทยพื้นราบ ได้พบปะกับชาวไทยภูเขา   ในฐานะผู้อยู่ใต้เบื้องพระบารมี เป็นคนไทยด้วยกัน มีพ่อคนเดียวกัน


        ผกค.ระดับแกนนำที่ได้เข้าเฝ้าฯ ไปวันนั้น อาทิ “หมอแดง” บ้านห้วยหาญ ซึ่งเป็นหมอฝังเข็มเรียนวิชาแพทย์จากจีน, ยั๊วะชง บ้านเชวาม้ง, หย่าเจี๊ยะ บ้านพญาพิภักดิ์, นายแก้ว บ้านขุนเต้า, เล่าหลือ บ้านเล่าอู ซึ่งเป็นเผ่าม้งทั้งหมด ต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ทั้ง 4 พระองค์ได้ประทับอยู่ที่ดอยพญาพิภักดิ์ตั้งแต่เที่ยง จนถึงประมาณ 21.00 น. จึงเสด็จฯ กลับพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ และในคืนวันนั้น ทางทหารได้จัดให้มีมหรสพสมโภชหลายอย่าง งานมีจนถึงสว่าง โดยไม่มีเหตุร้ายใดๆ เลย และเป็นครั้งแรกที่ชาวไทยพื้นราบ ได้พบปะกับชาวไทยภูเขา   ในฐานะผู้อยู่ใต้เบื้องพระบารมี เป็นคนไทยด้วยกัน มีพ่อคนเดียวกัน  

รอยพระบาทในสนามรบแห่งเดียวของประเทศไทย ที่นักรบขอพระราชทานไว้เป็นมิ่งขวัญ