หน้าแรก arrow ข่าวและบทความ arrow นานาสาระ arrow เที่ยว 7 วัง ถวายพระพรในหลวง
เที่ยว 7 วัง ถวายพระพรในหลวง พิมพ์ อีเมล
เรื่องโดย ศรศักดิ์ พูลแย้ม   
พฤหัสบดี,18 พฤษภาคม 2006
              เนื่องในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนต่างก็ได้พากันจัดกิจกรรมต่างๆฉลองในปีมหามงคลกันอย่างสมเกียรติ       
       ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ได้จัดทริป 20 เส้นทางท่องเที่ยวสุขใจถวายพระพร ซึ่งก็มีสถานที่ที่น่าสนใจทั่วฟ้าเมืองไทยให้ผู้สนใจไปเที่ยวลงนามถวายพระพร เชิญไปชมกันได้เลยครับ

       เมื่อเปิดคู่มือของททท.และสอดส่ายสายตาเลือกว่าจะไปร่วมลงนามยังที่แห่งไหน เพราะทั้ง 20 เส้นทางท่องเที่ยวทั่วประเทศที่เขาจัดให้มีสมุดลงนามถวายพระพรนั้น ต่างก็น่าไปเยือนเหมือนกันหมด       
       แต่ในฐานะที่เป็นหนุ่มลูกทุ่งหน้ามน จึงขอเลือกลงนามถวายพระพรในกรุงเทพฯ ดีกว่า ซึ่งก็มีสถานที่อยู่ 7 แห่ง ด้วยกันที่เป็นทั้งสถานที่ลงนามถวายพระพรและสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งทั้ง 7 แห่งนี้ก็ล้วนแต่เป็นพระราชวัง และวังที่น่าสนใจทั้งสิ้น

              เริ่มกันตั้งแต่วังแห่งแรกที่ฉันจะพาเข้าไปก็คือ "วังหน้า" หรือ "พระราชวังบวรสถานมงคล" ซึ่งในอดีตนั้นเคยเป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งตำแหน่งนี้เป็นชื่อเรียกพระมหาอุปราชในสมัยรัตนโกสินทร์นั่นเอง

  
วังหน้า หรือปัจจุบันคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร       
       อาณาเขตของวังหน้าเมื่อก่อนนี้กินพื้นที่ไปถึงส่วนหนึ่งของสนามหลวง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรงละครแห่งชาติ และวิทยาลัยนาฏศิลป์ แต่หลังจากที่ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรได้ยกเลิกไปในสมัยรัชกาลที่ 5 วังหน้าแห่งนี้จึงกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์วังหน้า โดยรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพิพิธภัณฑสถานจากหอคองคอเดียในพระบรมมหาราชวังมาจัดแสดงที่พระที่นั่งบางองค์ในวังหน้า       
       จากนั้นในรัชกาลที่ 7 จึงได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชมณเฑียรในพระราชวังบวรสถานมงคลทั้งหมดให้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ จนวังหน้าได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครอย่างในปัจจุบัน       
       ใครที่จะเข้าไปถวายพระพรแด่ในหลวงในวังหน้า ก็อย่าลืมเข้าไปชมประวัติศาสตร์ชาติไทย ในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน กราบพระพุทธสิหิงค์ที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และชมข้าวของโบราณวัตถุอันมีค่าต่างๆ ภายในหมู่พระวิมานและอาคารจัดแสดง รวมทั้งอย่าพลาดชมโรงราชรถซึ่งจัดแสดงราชรถที่ใช้ในกระบวนแห่พระบรมศพอีกด้วย       
       ไม่ไกลจากวังหน้า ไปต่อกันที่ "วังท่าพระ" หรือปัจจุบันนี้เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระแต่เดิมนั้น เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิต หรือ เจ้าฟ้าเหม็น พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าตากสิน และพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก       
       ต่อมาวังท่าพระนี้ก็ได้ใช้เป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 3 เมื่อยังทรงดำรงตำแหน่งเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ จนเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ได้พระราชทานวังท่าพระนี้ให้แก่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งเป็นเจ้าของวังพระองค์สุดท้าย เพราะต่อจากนั้นทายาทของพระองค์ได้ขายให้กับทางราชการเพื่อสร้างเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากรอย่างในปัจจุบัน 
               สำหรับสิ่งก่อสร้างของวังท่าพระที่ยังคงหลงเหลือให้เห็นในมหาวิทยาลัยศิลปากรนั้นก็คือ ท้องพระโรง ตำหนักกลาง และตำหนักพรรณราย ปัจจุบันเป็นหอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร ส่วนของท้องพระโรงนั้นมีลักษณะเป็นทรงไทยเดิม แต่ตำหนักกลางและตำหนักพรรณรายนั้นเป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรป เพราะรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้รื้อตำหนักอื่นๆ ที่ทรุดโทรมทิ้งไป และสร้างใหม่เป็นทรงยุโรปตามสมัยนิยม
      
       ย้ายตัวเองมาแถวๆ สี่แยกบางขุนพรหมกันบ้าง เพื่อมาชม "วังบางขุนพรหม" ซึ่งตั้งอยู่ในรั้วเดียวกันกับ "วังเทวะเวสม์" คือภายในธนาคารแห่งประเทศไทยนั่นเอง เริ่มต้นกันที่วังบางขุนพรหมกันก่อน วังแห่งนี้รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดฯ ให้สร้างพระราชทานแก่พระราชโอรส คือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เพื่อให้เป็นที่ประทับหลังจากทรงสำเร็จการศึกษาจากประเทศเยอรมัน

วังเทวะเวสม์ ที่ประทับของสมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ  

     
       ภายในวังบางขุนพรหมแบ่งเป็นสองส่วนคือ ตำหนักใหญ่ และตำหนักสมเด็จ สำหรับตำหนักใหญ่ได้ช่างชาวอิตาเลียนเป็นผู้ออกแบบ จึงมีสถาปัตยกรรมแบบบาร็อก และร็อคโคโค ส่วนตำหนักสมเด็จมีช่างชาวเยอรมันเป็นผู้ออกแบบ เป็นศิลปะแบบอาร์ตนูโว และอาร์ตเดโค       
       นอกจากจะเป็นวังเก่าแล้ว วังบางขุนพรหมก็ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเงินตราโบราณ เหรียญกษาปณ์ ธนบัตรแบบโบราณจนมาถึงปัจจุบัน รวมทั้งยังมีการแนะนำวิธีดูธนบัตรปลอมอีกด้วย น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว       
       ส่วนวังเทวะเวสม์ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างกันนัก เป็นวังของสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ พระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลที่ 4 และเป็นพระอนุชาต่างมารดากับรัชกาลที่ 5 อีกด้วย

              สมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการนั้น ถือเป็นบิดาแห่งการต่างประเทศ ทรงเป็นผู้ที่ช่วยแก้ไขวิกฤตการณ์ของประเทศหลายครั้งด้วยกัน เช่นเป็นผู้เจรจาในเหตุการณ์ ร.ศ.112 ซึ่งมีกรณีพิพาทระหว่างประเทศสยามและฝรั่งเศส ทำให้เราไม่เสียเอกราชโดยที่ยอมเสียพื้นที่ส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่เอาไว้       
       พูดถึงความสวยงามของวังเทวะเวสม์ก็ไม่แพ้วังอื่นๆ ด้วยศิลปะแบบนีโอคลาสสิค ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกชาวอังกฤษ มีเสาแบบไอโอนิก (Ionic) ที่มุขทางเข้าตำหนัก หรือเสาแบบคอรินเทียน (Corinthian) ที่ผนังอาคารชั้นบน และบางห้องภายในวังเทวะเวสม์ก็ยังคงบรรยากาศไว้แบบเดิม ซึ่งสวยงามมากทีเดียว       
       ผู้ที่เข้าไปชมวังเทวะเวสม์จะได้ทราบถึงพระประวัติของท่านเจ้าของวัง รวมทั้งยังจะได้ทราบถึงขั้นตอนการบูรณะ ปัญหา รวมทั้งวิธีการซ่อมแซมอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมหลังคา ผนัง ประตูหน้าต่าง หรือแม้กระทั่งการซ่อมสี ใครยังไม่เคยเข้าไปชมก็ต้องหาโอกาสไปเสียหน่อยแล้ว
      
       เอ้า... มาต่อกันที่วังอีกแห่งหนึ่งแถวถนนหลานหลวง หรือ "วังวรดิศ" วังที่ประทับของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงได้รับยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็น "บุคคลสำคัญของโลก" และนอกจากท่านเจ้าของวังจะได้รับยกย่องแล้ว ตัววังวรดิศเองก็ได้รับการยกย่องว่าเป็น "อาคารประวัติศาสตร์โลก" ด้วยเช่นกัน
 

วังวรดิศ ที่ประทับของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ภาพ : ททท.)      
       ภายในวังวรดิศนั้นมีห้องต่างๆ ซึ่งจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ และตกแต่งห้องในรูปแบบเดิมเหมือนกับสมัยที่ท่านเจ้าของวังยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ จะมีการตกแต่งเพิ่มเติมเล็กน้อยก็ด้วยสิ่งของที่เป็นอนุสรณ์รำลึกถึงการเสด็จเยือนยังสถานที่ต่างๆ ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ       
       นอกจากจะได้ชมวังวรดิศแล้ว ที่นี่ก็ยังมีหอสมุดดำรงราชานุภาพ ซึ่งมีหนังสือกว่า 7,000 เล่ม ทั้งหนังสือภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ หนังสือเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสมบัติของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทั้งสิ้น รวมทั้งหนังสือที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นด้วย และนอกจากจะเป็นหอสมุดแล้ว ที่นี่ก็ยังนับเป็นหอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ เพราะมีสมบัติส่วนพระองค์จัดแสดงอยู่ด้วยจำนวนหนึ่ง
      
       คราวนี้ก็เหลืออีกสองวังสุดท้ายที่ฉันจะพาไปชม สองวังนี้อยู่ในละแวกเดียวกัน นั่นก็คือ "พระราชวังพญาไท" และ "วังสวนผักกาด" สำหรับพระราชวังพญาไทนั้น ตั้งอยู่ในรั้วเดียวกันกับโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า พระราชวังแห่งนี้เป็นสถานที่เสด็จแปรพระราชฐานของรัชกาลที่ 5 อยู่บ่อยครั้ง 
พระราชวังพญาไท เคยเป็นที่ประทับขณะเสด็จแปรพระราชฐานของรัชกาลที่ 5 (ภาพ : ททท.)

              สำหรับพระที่นั่งต่างๆ ในพระราชวัง ก็มีชื่อคล้องจองกันอย่างไพเราะ คือพระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถาน พระที่นั่งพิมานจักรี พระที่นั่งศรีสุทธนิวาส พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ พระที่นั่งอุดมวนาภรณ์ แต่ภาพที่ทุกคนน่าจะคุ้นตาก็คือ ส่วนลักษณะที่เด่นของพระราชวังแห่งนี้ก็คือ หอคอยสูงหลังคายอดแหลมมุมตรงสีแดงของพระที่นั่งพิมานจักรีซึ่งเป็นพระที่นั่งองค์ประธาน       
       ภายในหมู่พระที่นั่งแบ่งเป็นห้องต่างๆ ส่วนบริเวณหลังหมู่พระที่นั่งเป็นสวนมีศาลาเปิดแบบโรมัน จากศาลามีบันไดทอดลงในแนวเดียวกับสระน้ำรูปยาว กลางสระมีรูปหล่อทองแดงของพระวรุณ เทพแห่งฝนและสัตว์น้ำ ฐานสูงที่รองรับมีรูปปูนปั้นพญานาคด้านละตัว สวยงามมากเลยทีเดียว   


  
       มาถึงวังสุดท้ายคือ "วังสวนผักกาด" อยู่ริมถนนศรีอยุธยา ซึ่งเป็นวังของพลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต พระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5
   

หอเขียน สถาปัตยกรรมชิ้นเอกในวังสวนผักกาด      
       เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เคยเป็นสวนผักกาดมาก่อน เมื่อสร้างวังแล้วจึงได้ชื่อว่าวังสวนผักกาด และอาจกล่าวได้ว่าเป็นวังแห่งแรกที่เปิดให้คนภายนอกเข้าชม ขณะที่เจ้าของวังก็ยังใช้เป็นที่พักอาศัยอยู่ เพราะภายในวังนั้นมีโบราณวัตถุมีค่ามากมายที่ท่านเจ้าของบ้านถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นมรดกตกทอดของมนุษยชาติ จึงไม่ควรเก็บไว้ชมเพียงผู้เดียว แต่ควรเปิดโอกาสให้คนอื่นสามารถเข้ามาชมโบราณวัตถุในบ้านของตนได้       
       ภายในวังสวนผักกาดประกอบไปด้วยเรือนไทยโบราณแปดหลังด้วยกัน รวมทั้งมีหอเขียน ซึ่งถือเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอกในวังสวนผักกาด ภายในหอเขียนมีภาพลายรดน้ำสองเรื่องหลักๆ ได้แก่ เรื่องพุทธประวัติและเรื่องรามเกียรติ์ งดงามมาก นอกจากนั้นก็ยังมีพิพิธภัณฑ์ดนตรี ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ พิพิธภัณฑ์โขน และสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมาย       
       ใครที่ยังไม่ได้ร่วมลงนามถวายพระพร ก็สามารถเลือกสถานที่ทั้ง 7 แห่งนี้ได้ตามใจและตามความสะดวก มาร่วมเขียนข้อความอันเป็นมงคลเพื่อเป็นการถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงของปวงชนชาวไทยกันดีกว่า