หน้าแรก arrow ข่าวและบทความ arrow นานาสาระ arrow “หาดทรายดำ”เมืองตราด แปลกประหลาด 1 ใน 5 ของโลก
“หาดทรายดำ”เมืองตราด แปลกประหลาด 1 ใน 5 ของโลก พิมพ์ อีเมล
เรื่องโดย Tom   
เสาร์,13 พฤศจิกายน 2010
ศาลาชมวิวหาดทรายดำ
       ส่วนใหญ่คนที่ไปจังหวัดตราด มักจะไม่นิยมเที่ยวตราด หากแต่นิยมนั่งเรือลงทะเลไปเที่ยวตามเกาะต่างๆในหมู่เกาะช้าง โดยเฉพาะกับเกาะช้างนั้น ปีหนึ่งๆทำรายได้จากการท่องเที่ยวให้เมืองตราดมากโข
       
       จังหวัดตราดจึงดูค่อนข้างอาภัพที่นักท่องเที่ยวหลายๆคนมองข้าม ทั้งๆที่จังหวัดนี้มีของดีอยู่ไม่น้อย แถมของดีบางอย่างจัดว่าไม่ธรรมดาเอามากๆ เพราะเมื่อทอดตาทั้งแผ่นดินไทยจนตาไหม้เกรียมของดีที่ว่ามีเพียงหนึ่งเดียวในเมืองไทย นอกจากนี้ในข้อมูลจากเอกสารการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดยังระบุว่า นี่เป็นของดีที่มีเพียง 1 ใน 5 ของโลก
       
       สำหรับของดีเมืองตราดที่ว่านั่นก็คือ“หาดทรายดำ”ที่ตั้งอยู่ใน ต.วังกระแจะ อ.เมือง
       
       หาดทรายดำ ประเภทนี้มีหนึ่งเดียวในสยามประเทศที่เมืองตราด และมี 5 แห่งในโลก นอกจากตราดแล้วก็ยังมี ที่ไต้หวัน มาเลเซีย(ลังกาวี) ฮาวาย แคลิฟอร์เนีย (ส่วนหาดทรายสีดำที่ปรากฏในประเทศอื่นนอกเหนือจากนี้ เจ้าหน้าที่ศูนย์ฯหาดทรายดำบอกว่าเป็นคนละประเภทกัน)

จุดเริ่มต้นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ
       เดิมหาดแห่งนี้ชาวบ้านเรียกกันว่า “หัวสวน” เป็นหาดที่เคยมีชาวมุสลิมเป็นเจ้าของ และเคยก่อตรั้งสุเหร่าขึ้นในบริเวณหัวสวน ต่อมาได้ย้ายออกไปกลายเป็นสถานที่ร้าง
       
       หลังจากนั้นมีเรื่องเล่ากันว่าชาวบ้านยายม่อมเห็นหาดทรายสีแปลกประหลาดที่นี่ จึงมาลองนั่งหมกตัว ปรากฏว่าหาดทรายที่นี่สามารถทำให้ชาวบ้านคนนั้นที่เป็นโรคอัมพฤกษ์หายได้ จึงเป็นที่โจษจันกันไปว่า หาดทรายดำที่นี่สามารถรักษาโรคได้
       
       ชื่อเสียงของหาดทรายดำจึงแพร่ขจรไปเริ่มจากในท้องถิ่น ก่อนแพร่ขยายไปในระดับประเทศ พร้อมกับสรรพคุณการรักษาโรคที่ถูกกล่าวขานเพิ่มมากขึ้นว่าสามารถรักษาโรคได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตัว ปวดเข่า ปวดหลัง หรือแม้กระทั่งสามารถรักษาสิวฟ้าได้
       
       นั่นจึงทำให้มีคนจำนวนมากเดินทางมาที่นี่ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นมาเพื่อรักษาโรค โดยบางคนลงทุนถึงขนาดนำจอบเสียมมาขุดทรายเป็นหลุมแล้วนำตัวไปลงไปนอน หรือนำทรายมากลบร่างกายแบบที่เด็กๆนิยมเล่นกัน บ้างก็นำทรายไปปิดหน้าปิดตา บางคนหมกแขน ขา หมกตัว หมกกันถึง 3-4 ชั่วโมงหรือครึ่งค่อนวันเลยทีเดียว
       
       ซึ่งหลังจากเหตุการณ์นี้ไม่มีบันทึกว่าหาดทรายดำสามารถรักษาโรคต่างๆได้มากน้อยแค่ไหน แต่กลับมีข่าวลือตามประสาคนไทยว่า หาดทรายดำที่นี่มีคนเป็นเอดส์ คนเป็นโรคเรื้อน โรคผิวหนัง มาหมกตัว จนหาดเต็มไปด้วยเชื้อโรคมากมาย ทำให้หลายคนหลีกลี้ถอยห่างจากหาดทรายดำ ส่งผลให้อดีตหาดที่เคยคึกครื้นกลายเป็นหาดเงียบเหงาๆไป

เนื้อทรายสีดำ ของหาดทรายดำในผืนป่าชายเลน
       อย่างไรก็ดีในเรื่องสรรพคุณการรักษาโรคนั้น ทางผู้ที่เกี่ยวข้องกับหาดทรายดำก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ทำการส่งทรายสีดำไปพิสูจน์ พบว่า ทรายดำที่หาดแห่งนี้มีชื่อทางวิชาการว่า “ไลโมไนต์” (Limonite) เป็นแร่ที่เกิดจากการยุบตัวของเศษเหมืองและเปลือกหอยผสมด้วยควอตซ์ หรือเป็นแร่ที่เกิดจากการผุกร่อนของเหล็ก
       
       ในทางการแพทย์ไลโมไนต์ไม่มีผลทางการรักษาโรค แต่กระนั้นก็ยังมีคนเชื่อกันว่าทรายที่นี่มีแร่ธาตุอื่นอยู่อีกและสามารถทำให้ระบบการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ถ้าได้นำเท้าไปหมกทรายสักประมาณ 10-20 นาที หรือถ้าได้ไปเดินบนชายหาดสีดำก็จะเป็นผลดีต่อสุขภาพเท้า
       
       เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันต่อไป ส่วนที่พิสูจน์ชัดเจนแล้วก็คือหาดทรายที่นี่เป็นทรายละเอียดสีน้ำตาลแดงเข้มไปจนถึงดำ เป็นหาดทรายที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแหลมมะขาม ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ด้วยมีลักษณะเป็นหาดทรายในพื้นที่ป่าชายเลนที่แต่ละปีจะมีลมมรสุมพัดเอาทรายมาทับถมกันอยู่ที่หน้าอ่าวป่าชายเลน เกิดเป็นเวิ้งหาดทรายดำอันแปลกประหลาด

เส้นทางศึกษาธรรมชาติ
       ในขณะที่ป่าชายเลนที่นี่ ณ ปัจจุบันจัดว่าเป็นป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งในภาคตะวันออก ซึ่งปัจจุบันทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยาการธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตรไว้นักท่องเที่ยวผู้สนใจได้เดินยืดเส้นยืดสายออกกำลังกายชื่นชมสรรพชีวิตในผืนป่าชายเลนไปจนถึงยังพื้นที่หาดทรายดำอันน่าทึ่ง
       
       ทั้งนี้เพื่อความเข้าใจในพื้นที่ ผมได้รับคำแนะนำจาก อ.สมโภชน์ วาสุกรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวเมืองตราดว่า ควรไปศึกษาข้อมูลเบื้องต้นที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวก่อน ต่อจากนั้นจึงค่อยลงมือลงเท้าออกเดินแบบชิลล์ ชิลล์ ไปบนสะพานไม้ในเส้นทางศึกธรรมชาติ โดยงานนี้ผมโชคดีมากที่ได้
       
       ซึ่งสำหรับการเดินป่าชายเลนเที่ยวในครั้งนี้ ผมค่อนข้างโชคดีไม่น้อยที่ได้ อ.สมโภชน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวเมืองตราดพาเที่ยวชม โดยเราเดินออกทางหลังศูนย์ฯ ไปบนสะพานไม้ที่สร้างทอดยาวเข้าไปในพื้นที่ป่าอย่างสวยงาม กลมกลืน ไม่แปลกแยก

ปูแสมพันธุ์สีสวย
       ช่วงแรกสะพานไม้พาเดินผ่านดงโกงกางใบเล็กต้นขนาดย่อมที่ชูรากเด่นหราขึ้นอยู่ร่วมกันกับต้นไม้ป่าชายเลนอื่นๆ
       
       “แต่ก่อนป่าชายเลนที่นี่ถูกละเลย มีคนมาตัดไม้จนกลายเป็นป่าเสื่อมโทรม แต่ต่อมาได้มีโครงการฟื้นฟูป่าด้วยการปลูกป่าขึ้น โดยนำเด็กๆตามโรงเรียนต่างๆมาช่วยปลูกป่า ช่วงแรกๆพอเด็กปลูกป่าต้นไม้โตได้ที่ก็ถูกผู้ใหญ่ตัด แต่เด็กก็มาปลูกอีกเรื่อยๆจน ผู้ใหญ่ที่ชอบตัดไม้เกิดความละอายใจไม่ตัดต้นไม้ ทำให้ผืนป่าชายเลนที่นี่พลิกฟื้นกลับมามีสภาพสมบูรณ์”
       
       อ. สมโภชน์อธิบายให้ฟังในระหว่างผมเดินทอดน่องมองโน่นมองนี้ตั้งแต่พื้นดินไปจนถึงบนยอดไม้ ซึ่งหลังผืนป่าชายเลนกลับมาอุดมสมบูรณ์ สัตว์ต่างๆก็เข้ามาอยู่อาศัยมากมายกลายเป็นแหล่งอาหารของชาวบ้าน กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของเมืองตราด

ปลาตีนขึ้นมาอาบแดด
       โดยเส้นทางท่องเที่ยวเรียนรู้สายนี้ มีจุดน่าสนใจ อาทิ จุดชมปลาตีนที่ตัวใหญ่ใช่ย่อย,จุดชมปูแสมที่มีทั้งพันธุ์สีดำกับพันธุ์สีสวย ที่มีก้ามแดง ช่วงหัวสีเขียวอ่อนอมฟ้า กระดองและขาสีน้ำเงินยามถูกน้ำสะท้อนแสงเป็นประกายสวยงาม,จุดชมปูก้ามดาบ,จุดชมหิ่งห้อยในยามค่ำคืน,จุดดูนกป่าชายเลนและนกประจำถิ่น อาทิ เหยี่ยว นกพญาปากกว้งท้องแบน นกยางกรอก,จุดชมหอยขี้ค้อนตัวตัวรูปทรงแหลมเป็นกรวยคล้ายเจดีย์ ที่ อ.สมโภชน์บอกว่าเนื้อของมันไม่อร่อยจึงไม่มีคนนิยมกิน ซึ่งถ้าเนื้อของมันอร่อย ปานนี้คงถูกจับกินหมดเกลี้ยงไปแล้ว
       
       นอกจากจุดหลักๆที่กล่าวมาแล้วป่าชายเลนที่นี่ยังมีสรรพชีวิตอีกมากมาย อาทิ ปูดำ หอยขี้กา หอยจุ๊บแจง หอยแมลงภู่ หอยนางรม เต่า งู ลิง ค้างคาว แมลงต่างๆ กิ้งก่า โดยชีวิตเหล่านี้อยู่อาศัยร่วมกันในต้นไม้ป่าชายเลนใหญ่น้อย อาทิ โกงกาง ตะบูนดำ ลำพูทะเล ตาตุ่มทะเล แสมทะเล ฝาด โปรงแดง เป็นต้น

หอยตัวโตแบบนี้พบได้ทั่วไปในผืนป่าชายเลนที่นี่
       หลังผมเดินชมวิถีชีวิตที่อยู่อย่างเกื้อกูลพึ่งพาอาศัยในผืนป่าแห่งนี้มาอย่างเพลิดเพลิน เส้นทางก็พาเลาะเลียบไปยังปากอ่าวที่มีศาลาชมวิวตั้งโดดเด่นรับลมเย็นๆปากอ่าว
       
       บริเวณนี้ถือเป็นจุดไฮไลท์ของเส้นทางศึกษาธรรมชาติเพราะเป็นพื้นที่หาดทรายดำหนึ่งดียวในเมืองไทย ซึ่งยามน้ำลงจะเห็นเวิ้งหาดทรายดำทอดยาวประมาณ 2 กิโลเมตร และมีความกว้างยามน้ำลงเกิน 1 กิโลเมตรขึ้นไป

หาดทรายดำ
       หาดทรายที่นี่จะดูเป็น 2 สี คือเป็นริ้วทรายดำสลับกับริ้วทรายปกติ ด้านหลังติดป่า ด้านหน้าติดทะเลดูสวยงามและแปลกตามาก นับเป็นเสน่ห์แห่งสีสันธรรมชาติ ซึ่งครั้งหนึ่งก่อนจะมีการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยว อ.สมโภชน์เล่าให้ผมฟังว่า หาดทรายดำถูกคนมาขโมยออกไปจำนวนมาก ต่างชาติมาขโมยไปทำวิจัย คนไทยขโมยไปบูชา ขโมยไปทำมวลสาร เพราะเชื่อว่าเป็นทรายศักดิ์สิทธิ์
       
       หรือแม้กระทั่งเชื่อว่า ป่าโกงกางที่นี่มีความศักดิ์สิทธิ์เพราะขึ้นบนหาดทรายสีดำ จึงมีคนนำแป้งมาโรย มาขูดขอเลข จนโกงกางหลายต้นต้องล้มหลายตายจากไปจากความคลั่งหวยอยากรวยเลขของคน
       
       “ถึงวันนี้ก็ยังมีคนมาแอบขโมยทรายที่นี่อยู่ แต่ก็น่าแปลกที่มีเรื่องเล่าลือกันว่า ใครที่เมื่อขโมยทรายดำที่นี่ไปจะอยู่ไม่เป็นสุข ต้องนำมาคืน ส่วนจะด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่อาจตอบได้”
       
       อ.สมโภชน์ เล่าให้ฟัง พร้อมบอกกับผมว่า เมื่อมีความเชื่อแบบนี้ ไม่แน่ในอนาคตอาจจะมีการตั้งศาลที่นี่ตามความเชื่อแบบไทยๆ เพื่อไม่ให้คนมาขโมยทราย มาตัดไม้ทำลายป่า
       
       สำหรับเรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละคน ซึ่งจะว่าไปผมว่ามันก็ดีเหมือนกัน เพราะอย่างน้อยมันเป็นกุศโลบายที่ช่วยรักษาผืนป่าและหาดทรายให้คงอยู่คู่กับธรรมชาติได้ดีไม่น้อยเลย