หน้าแรก arrow ข่าวและบทความ arrow นานาสาระ arrow 20ปี สืบ นาคะเสถียร จากไปไม่สูญเปล่า
20ปี สืบ นาคะเสถียร จากไปไม่สูญเปล่า พิมพ์ อีเมล
เรื่องโดย ศร   
เสาร์,04 กันยายน 2010

แม้ว่า สืบ นาคะเสถียร จะจากพวกเราไป 20 ปีแล้วก็ตาม แต่คุณงามความดีของเขายังอยู่ในใจของคนทั้งประเทศ การจากไปของสืบถึงจะเป็นโศกนาฏกรรม แต่ก็ทำให้ใครหลายคนหันมาอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ....

ปาฐกถา “20 ปี สืบ นาคะเสถียร” โดย ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตเลขาธิการมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ในงาน 20 Years 20 days Seub Nakhasathien ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา จึงขอนำเนื้อหาบางส่วนที่น่าสนใจมาเผยแพร่ไว้ ณ ที่นี้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงการจากไปของวีรบุรุษแห่งการอนุรักษ์ธรรมชาติและร่วมกันตระหนักถึงสภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน

 


หลายคนคงจำกันได้ว่า ในปี 2533 ความตายของคุณสืบเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่ง ซึ่งบดขยี้หัวใจของคนทั้งประเทศ มันเป็นโศกนาฏกรรมที่ทำให้หลายคนต้องหันมาสนใจเรื่องป่าและสัตว์ป่าเป็นครั้งแรกในชีวิต และจำนวนไม่น้อยต้องหันมาถามตัวเองว่าได้ทำอะไรบ้างแล้วหรือยัง ในการช่วยรักษามรดกทางธรรมชาติไว้ให้ลูกหลาน

ดร.เสกสรรค์กล่าวปาฐกถา

ทั้งหมดนับเป็นภารกิจอันหนักหนาสาหัส เกินกว่าคนคนเดียวจะแบกรับไว้ได้ ในที่สุดความคับแค้นที่สั่งสมก็ทำให้คุณสืบ นาคะเสถียร บุคคลที่อุทิศชีวิตให้กับการพิทักษ์สัตว์ป่าและผืนป่าในประเทศไทย ตัดสินใจส่งข่าวสารต่อสังคมไทย ด้วยวิธีที่เฉียบขาดที่สุด และมีราคาแพงที่สุด

เมื่อ 20 ปีก่อน แม้ว่าเสียงตะโกนจากพงไพรของคุณสืบจะดังกึกก้องไปทั่วทั้งประเทศ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่พร้อมจะขานรับคำร้องของเขา ยังไม่ใช่คนส่วนใหญ่ที่ยึดถือการอยู่ร่วมกับธรรมชาติเป็นแนวทางแห่งชีวิต เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าในวันนั้น แม้ผู้คนจำนวนไม่น้อยอาจสะเทือนใจอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ไม่ช้าไม่นานพวกเขาก็รุดหน้าไปตามเส้นทางดั้งเดิมที่ปราศจากสำนึกเกี่ยวร้อยกับสิ่งใด ...เส้นทางที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลาง และเห็นชีวิตอื่นเป็นวัสดุใช้สอย นี่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและเป็นปัญหาจิตสำนึก ซึ่งยังคงมีฐานะเป็นกระแสหลักทั้งในโลกและในประเทศไทยมาตลอดระยะ 20 ปี ...แน่นอน สภาพดังกล่าวย่อมส่งผลให้โลกเลวลง

ถึงตรงนี้ ผมขออนุญาตกลับมาพูดถึงสถานการณ์ของโลกธรรมชาติในปัจจุบัน

สถานการณ์โดยรวมหลังปี 2553 พื้นที่ป่ายังคงถูกทำลายอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ตกประมาณปีละ 1 ล้านไร่เศษ สัตว์ป่าและพรรณพืชหลายชนิดล้มหายตายจาก อากาศร้อนขึ้นเรื่อยๆ น้ำท่วมฉับพลันและภาวะฝนแล้งเกิดขึ้นในความถี่สูง กระทั่งเกิดขึ้นพร้อมกัน

image

ปัจจุบันประเมินกันว่าประเทศไทยมีป่าอนุรักษ์เหลืออยู่ 17.66% ของพื้นที่ประเทศหรือประมาณ 90.6 ล้านไร่ แต่นี่นับเป็นการรวมพื้นที่ป่าชายเลนเอาไว้ด้วย ซึ่งหมายถึงว่าป่าบกมีเหลือน้อยกว่านั้น

ถามว่าทำไมเราจึงหยุดยั้งการทำลายป่าไม่ได้ ทั้งๆ ที่องค์ความรู้ทั้งปวงล้วนชี้ชัดว่า นี่คือการฆ่าตัวตายรวมหมู่ของผู้คนที่อาศัยอยู่บนพื้นพิภพแห่งนี้?

ผมเคยครุ่นคิดถึงปัญหาดังกล่าวมานานหลายปี แล้วสรุปได้ว่าประเด็นมิได้มีแค่ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับป่า หากยังรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน และคนกับชีวิตของตนเองด้วย พูดง่ายๆ คือ การทำลายป่าและสิ่งแวดล้อมอื่นโดยน้ำมือของมนุษย์นั้น มิได้เกิดจากความไร้จิตสำนึกหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์อย่างเดียว แต่เป็นปัญหาสืบเนื่องมาจากโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจและสังคมด้วย มันเป็นระบบที่ด้านหนึ่งปลุกเร้าให้มีการผลิตและบริโภคอย่างปราศจากขอบเขต และในอีกด้านหนึ่งก็สร้างความไม่เป็นธรรมในด้านการกระจายทรัพย์สิน ตลอดจนโอกาสต่างๆ ในชีวิต จนกระทั่งคนจำนวนมหาศาลไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อแสวงหาความอยู่รอด

สืบ นาคะเสถียร

ถ้าจะให้กล่าวอย่างสรุปรวบยอดแล้ว ก็คงต้องยืนยันว่าการทำลายผืนป่าและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติอื่นๆ มีสาเหตุหลักจากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม และความไม่เป็นธรรมทางสังคม

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ยินเรื่องของชาวนาคนหนึ่งจาก จ.ปราจีนบุรี เธอเล่าให้ฟังว่า หลังจากขายข้าวที่เกี่ยวเสร็จในฤดูหนึ่งได้ถึง 1 แสนบาท มีเหลือกลับบ้านเพียง 25 บาทเท่านั้นเอง รายได้ทั้งหมดต้องนำไปใช้หนี้ค่าปุ๋ย ค่าพันธุ์ข้าวและยาฆ่าแมลง ในฤดูถัดมา การเก็บเกี่ยวไม่ได้ผล เมื่อขายข้าวเสร็จแล้ว เธอยังต้องตกเป็นหนี้อีก 2 แสนบาท

เรื่องของชาวนาผู้นี้สามารถเป็นภาพสาธิตของสถานการณ์ที่ชาวนาไทยกำลังเผชิญอยู่โดยรวม สิ่งที่น่าวิตกอย่างหนึ่งในเวลานี้ก็คือ ภาวะยากจนของชาวไร่ชาวนานั้นมักจะแยกไม่ออกจากการมีหนี้สิน และการมีหนี้สินก็มักนำไปสู่การสูญเสียที่ดินทำกิน ซึ่งหมายความว่ากระบวนการสูญเสียที่ดินของชาวนายังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง

image image 

 

ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าโลกในยุคโลกาภิวัตน์ การเข้ามาของกลุ่มทุนข้ามชาติบวกกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในประเทศไทย ยิ่งทำให้ที่ดินทำกินและฐานทรัพยากรอื่นๆ ถูกนำมาไว้ภายใต้กลไกตลาดมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ที่ดินเปลี่ยนมือได้โดยง่าย และกรรมสิทธิ์ในการถือครองที่ดินยิ่งกระจุกตัวมากกว่าเดิม ทั้งเพื่อการผลิตในเชิงพาณิชย์และการเก็งกำไร

image  image

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การรุกเข้าไปหาที่ทำกินใหม่ในผืนป่า หรือการรับจ้างนายทุนบุกรุกผืนป่าโดยผู้ยากไร้ อาจจะยังเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไป เพราะฉะนั้นคงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมตลอดเวลา 20 ปีหลังจากความตายของสืบ นาคะเสถียร ปัญหาการรุกพื้นที่ป่าและการสูญเสียผืนป่าในประเทศไทยจึงยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อผืนป่าสูญหาย สัตว์ป่าก็จากไป แต่ใครเล่าจะตำหนิคนยากจนได้ลงคอ...

นี่เป็นความร้าวรานใจของคุณสืบมาตั้งแต่ต้น และเป็นความร้าวรานใจของนักอนุรักษ์ธรรมชาติเสมอมา

กล่าวสำหรับผลของภาวะโลกร้อนนั้น ของกินของใช้ที่เราบริโภคอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่มีสิ่งใดเลยที่ไม่ได้มีต้นทางมาจากธรรมชาติ แม้แต่สิ่งที่ดูเหมือนมาจากโรงงาน อย่างน้ำมันที่ใช้เติมรถยนต์ ของใช้พลาสติก ตู้เหล็กเก็บเอกสาร ถ้วยกาแฟ เครื่องสำอาง หรือกระเบื้องมุงหลังคา ฯลฯ ต่างก็มีต้นทางมาจากวัสดุธรรมชาติทั้งสิ้น ปัญหามีอยู่ว่า การผลิตและการบริโภคที่ล้นเกินดังกล่าว ไม่เพียงทำให้ทรัพยากรธรรมชาติหมดสิ้นไปเท่านั้น หากยังก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม และทำลายระบบนิเวศของโลกด้วย

ทุกวันนี้บรรดานักวิทยาศาสตร์ในระดับสากลต่างมีข้อสรุปแล้วว่า ภาวะโลกร้อนที่กำลังร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ นั้น เป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ค่อนข้างแน่นอน และเราก็สามารถสรุปเองได้ไม่ยากว่า การกระทำดังกล่าวถูกเร่งเร้าขึ้นเป็นทวีคูณด้วยลัทธิบริโภคนิยม จากนั้นยังสรุปต่อไปได้ด้วยว่า ลัทธิบริโภคนิยมเป็นผลพวงของความเหลื่อมล้ำทั้งในระดับโลกและภายในประเทศของเราเอง

ผมเชื่อว่าท่านทั้งหลายคงจะติดตามเรื่องนี้กันพอสมควรอยู่แล้ว และผมเองก็ไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าท่าน ผมเพียงแต่อยากย้ำว่าความรุนแรงอันเกิดจากการโต้กลับของธรรมชาตินั้น อาจถึงขั้นที่มนุษย์ไม่สามารถรับมือได้
คำถามมีอยู่ว่า แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี ตามความเห็นของผม คำตอบที่ดูเหมือนจะเป็นแบบกำปั้นทุบดิน แต่ตรงคำถามที่สุดคือ เราคงต้องรีบเปลี่ยนทิศทางการใช้ชีวิต ซึ่งมีนัยถึงขั้นการเปลี่ยนจิตสำนึกครั้งใหญ่ มีนัยถึงขั้นเปลี่ยนแบบแผนอารยธรรม พูดกันสั้นๆ ง่ายๆ คือ เราต้องรีบถอนอุปาทานของลัทธิบริโภคนิยมให้ทันเวลา

image image

 

แน่ละ... การสร้างอารยธรรมใหม่ในทิศทางนี้ จำเป็นต้องอาศัยการทำความเข้าใจกันใหม่เกี่ยวกับโลกและชีวิต และย้ายกระบวนการสร้างความพอใจของคน จากอาศัยเงื่อนไขภายนอกมาสู่ความสงบข้างใน เปลี่ยนการแข่งขันมาเป็นร่วมมือ เปลี่ยนการครอบครองมาเป็นแบ่งปัน และที่สำคัญที่สุดคือ เปลี่ยนวิถีชีวิตที่แยกตัวออกจากธรรมชาติมาเป็นอยู่ร่วมและเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

อันที่จริง ชีวิตมนุษย์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมาตลอด เราจะเห็นว่าการดำรงอยู่ของมนุษย์ทุกคนนั้นเป็นน้ำเนื้อเดียวกันกับโลกทั้งใบ เป็นน้ำเนื้อเดียวกันกับทั่วทั้งจักรวาล ต้นไม้ สรรพสัตว์ ภูเขา สายน้ำ ท้องฟ้า อากาศ ล้วนเป็นญาติใกล้ชิดเรา เป็นส่วนหนึ่งของเรา พอๆ กับที่เราเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา

นี่คือความจริงที่เราควรยึดกุมไว้เป็นแก่นแกนแห่งสำนึกทั้งปวง

ใช่หรือไม่ว่า ในยามอยู่ คุณสืบเองก็ใช้ชีวิตแบบสมถะสำรวม มิได้มุ่งไปที่การสะสมทรัพย์สินอันใด ท่านนับญาติกับทั้งสัตว์ป่าและต้นไม้ อุทิศตนดูแล กระทั่งใช้ความตายของตนเป็นแถลงการณ์ร้องทุกข์แทนพี่น้องเหล่านี้

ด้วยการผนึกตัวเองเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติดังกล่าว ทุกวันนี้ สืบ นาคะเสถียร จึงยังมีชีวิตอยู่ 20 ปีผ่านไปแล้ว แต่เรายังคงสัมผัสพลังของท่านได้จากมิติทางด้านจิตวิญญาณ....

หนึ่งเปรี้ยง! ปืนลั่นสะท้านป่า

 

หนึ่งวูบไหวผวา .. ทั้งป่าลั่น

หนึ่งคืน ... นานยาวราวกัปกัลป์

หนึ่งฝันฟุบแล้วลับแนวไพร

หนึ่งคน ควรค่าคารวะ

สืบสร้างสัจจะ ยิ่งใหญ่

หมื่นคำร่ำหาอาลัย

รวมใจสืบทอดเจตนา

จีรนันท์ พิตรปรีชา

3 กันยายน 2533 

 

ติดตามอ่านปาฐกถาฉบับเต็มได้ที่ www.seub.or.th และเชิญเข้าร่วมงาน “20 Years 20 days Seub Nakhasathien” ซึ่งเผยแพร่แนวคิดของสืบ นาคะเสถียร ผ่านงานศิลปะแขนงต่างๆ ได้ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 19 ก.ย. 2553 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร