หน้าแรก arrow ข่าวและบทความ arrow นาคาคาบข่าว arrow คิดเป็นและคิดสร้างสรรค์ เคล็ดลับพัฒนาคน
คิดเป็นและคิดสร้างสรรค์ เคล็ดลับพัฒนาคน พิมพ์ อีเมล
เรื่องโดย ศร   
อาทิตย์,22 สิงหาคม 2010

ทำงานมานานหลายปี เคยคิดไหมว่า...ทำไมเรายังไม่ถึงไหนสักที!

คนอื่นๆ ที่มาทีหลัง ทำไมเขาถึงได้ก้าวไปได้เร็วนัก?

ใครที่กำลังประสบปัญหาในการทำงานแบบนี้ รวมไปถึงคนที่เวลาเจอเจ้านายให้เข้ามาช่วยระดมสมองเพื่อคิดเรื่องใหม่ๆ อะไรสักอย่างแล้วมักจะ “คิดไม่ออก” หรือรู้สึกความคิดตีบตันไปหมด จงอย่าเพิ่งท้อ หรือคิดจะเปลี่ยนงานเพื่อหนีปัญหาเด็ดขาด

เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ล้วนเกิดจากการที่เราดำเนินชีวิตแบบทำซ้ำๆ หรือทำตามประสบการณ์ที่เคยทำมา ซึ่งนานๆ เข้ากลายเป็นทำงานตามความถนัด ทำให้สมองไม่ได้คิดเรื่องใหม่ๆ หรือฝึกฝนการคิดเลย ดังนั้นเมื่อวันหนึ่งที่ต้องมานั่งคิดอะไรใหม่ๆ หรือที่เรียกกันว่าคิดสร้างสรรค์บ้าง คิดนอกกรอบบ้าง เลยทำให้สมองฝืด จะคิดอะไรก็ติดๆ ขัดๆ ไปหมด 



ฟังอย่างนี้เลยก็อย่าเพิ่งท้อ หรือรีบเถียงซะก่อนว่าจะทำอย่างไรได้ล่ะ ก็ไม่ได้เกิดมาเป็นคนคิดสร้างสรรค์นี่ --- เพราะเรื่องนี้ อ.รัศมี ธันยธร ผู้อำนวยการศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านความคิดสร้างสรรค์ในประเทศไทย มีวิธี “แก้ปัญหา” และ “สูตรเรียนลัด” สำหรับการฝึกคนธรรมดาๆ ให้เป็นคนคิดเป็นและคิดสร้างสรรค์มาฝากกัน

แต่ก่อนจะไปรู้จักสูตรเรียนลัด มาลองรู้จักคำว่า “คิดเป็น” และ “คิดสร้างสรรค์” ตามแบบฉบับผู้เชี่ยวชาญด้านความคิดสร้างสรรค์กันก่อน

อ.รัศมี เล่าว่า การคิดสร้างสรรค์เป็นความจำเป็น ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องการทำงาน แต่เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกๆ ด้านให้ดีขึ้นได้อย่างมหัศจรรย์ทีเดียว เพียงแค่เริ่มต้น “เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตก็เปลี่ยน” แต่จะเปลี่ยนอย่างไรนั้น อ.รัศมี ได้เผยสูตรเรียนลัดสู่การคิดเป็นและคิดสร้างสรรค์อย่างง่ายๆ ซึ่งมีเพียง 4 ข้อ ดังนี้“การคิดแบบสร้างสรรค์ คือ การคิดหาคำตอบที่ถูกต้องได้หลายคำตอบ ไม่ใช่มีแค่ข้อเดียว ประเภทเธอถูก - ฉันผิด ประการสำคัญคนคิดสร้างสรรค์จะเป็นคนคิดบวกและคิดเป็นระบบ ทำให้การตัดสินใจอย่างมีคุณภาพ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นคนที่ ‘คิดเป็น’ นั่นเอง”

1.ปรับทัศนคติเดิม (Adjust Attitude) เริ่มด้วยการเชื่อเสียก่อนว่าความคิดสร้างสรรค์ฝึกกันได้ เพราะนั่นเป็นความจริงที่ยืนยันได้จากประสบการณ์ตรงที่สอนหลักสูตรด้านการคิดสร้างสรรค์อย่างครบวงจรมาเข้าปีที่สิบ คนทุกคนสามารถฝึกที่จะเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ได้แน่นอน ไม่ว่าเขาจะมีอายุเท่าไร ตำแหน่งอะไร แต่จุดสำคัญคือเราฝึกให้เขามีความคิดสร้างสรรค์อย่างเดียวไม่พอ ต้องฝึกให้เขาสามารถนำความคิดสร้างสรรค์มาใช้ในการทำงานในชีวิตประจำวันได้ และต้องผสมผสานกับการคิดทางบวกด้วย เพื่อให้แนวการคิดเป็นไปในทางดีงาม และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

2.ฝึกเขียนโจทย์ (Define Focus) คนเราอยากได้ความคิดหลายๆ ความคิด (Ideas) เราจึงอยากคิด แต่ก่อนที่จะลงมือคิดหาความคิด หรือไอเดียนั้น ต้องมีโจทย์ที่ชัดเจนก่อนว่าจะคิดในหัวข้ออะไร เหมือนคนมีปืนและมีกระสุนปืนอยู่ครบพร้อมที่จะยิง แต่ก็จะไม่ยิงแบบไม่มีเป้าหมาย ก่อนยิงต้องเล็งไปที่เป้า นั่นหมายความว่าต้องมีเป้า หรือรู้เป้าอย่างชัดเจนก่อนว่าจะยิงอะไร ตรงไหน เป้าอยู่ที่ไหน นักยิงปืนไม่ยิงก่อนรู้เป้า เพราะเสียทรัพยากรทุกอย่างโดยเปล่าประโยชน์ นักคิดสร้างสรรค์ก็ต้องมีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากแก้ปัญหาอะไร อยากพัฒนาอะไร อยากได้ความคิดใหม่เกี่ยวกับอะไร ข้อที่จะคิดนั้นก็คือโจทย์ที่จะเป็นตัวตั้งในการหาความคิดต่อไป

3.หาความคิด (Create Ideas) นำโจทย์มาคิดหาความคิดตามที่กำหนดไว้ในโจทย์ทีละข้อ โดยพยายามคิดให้ได้ความคิดใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ ไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็นที่ไหนทำมาก่อน ความคิดใหม่เช่นนั้นเรียกว่า ความคิดสร้างสรรค์ สิ่งหนึ่งที่ควรรู้เพื่อให้เข้าใจเรื่องความคิดสร้างสรรค์ได้ทะลุปรุโปร่งยิ่งขึ้น คือ สมองของคนเรามีหน้าที่จำสิ่งที่เคยรู้ เคยทำมา และชอบให้ทำซ้ำสิ่งที่เราเคยรู้และเคยทำมา เพราะฉะนั้นยามใดก็ตามที่เราอยากคิดให้ได้ความคิดใหม่ๆ สมองจะพาเรากลับไปคิดถึงความคิดเก่าที่เราจำได้เสมอ นั่นเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เมื่อเรารู้เท่าทันสมอง เราก็สามารถเลี่ยงได้ “วิธีเลี่ยง” คือ เมื่อคิดได้ แต่ความคิดนั้นเหมือนกับสิ่งที่เราเคยรู้มาก่อน เราก็เริ่มคิดอีกโดยพยายามคิดไปทางอื่นที่เป็นคนละทิศละทางกับทางเดิมๆ และเลี่ยงที่จะคิดทางลบตั้งแต่แรก เพราะการคิดทางลบจะพาให้เห็นแต่ความเป็นไปไม่ได้ ความยากลำบาก และข้อบกพร่องต่างๆ เขาต้องไม่คัดค้านความคิดใหม่ของตัวเอง และของคนอื่นด้วย ขอให้คิดให้ได้หลายๆ ความคิดก่อน แล้วค่อยมากลั่นกรองและคัดเลือกในภายหลัง

4.กลั่นกรองและสรุปรวมความคิด เมื่อได้ความคิดใหม่มามากกว่าหนึ่งความคิด แล้วนำมาพิจารณาดูว่าความคิดใดบ้างที่มีแก่นแท้และแนวทางไปในทางเดียวกันก็จัดรวมให้อยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน ในที่สุดเขาก็จะได้แนวทางหลักใหญ่ๆ สองหรือสามแนวทาง หลังจากนั้นชวนให้พิจารณากลั่นกรองทีละแนวคิดใหญ่ ซึ่งบัดนี้ถือว่าเป็นความคิดหนึ่ง หรือไอเดียหนึ่งนั่นเอง ให้พิจารณาทีละความคิด ด้วยการมองประโยชน์ของความคิดนั้นก่อนว่ามีอะไรบ้าง จากนั้นค่อยมาเช็กว่าความคิดนั้นมีจุดอ่อน และอาจก่อให้เกิดปัญหาอะไรบ้าง และช่วยกันคิดหาทางแก้ไขและปรับแต่งให้เหมาะสมล่วงหน้า เพื่อไม่ให้มีปัญหาหลังจากลงมือทำไปแล้ว สุดท้ายก็สรุปได้ว่ามีแนวทางใดบ้าง และตกลงจะทำอย่างไรต่อไป เป็นอันเสร็จขั้นตอนในการคิดสร้างสรรค์ จากนั้นก็ต้องนำความคิดที่ได้ไปทำแผนปฏิบัติการ หรือแอ็กชันแพลน เพื่อเป็นจุดตั้งต้นในการดำเนินงานให้สำเร็จต่อไป