หน้าแรก arrow ข่าวและบทความ arrow นานาสาระ arrow ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม กราบถวายพระพรชัย
ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม กราบถวายพระพรชัย พิมพ์ อีเมล
เรื่องโดย ศรศักดิ์   
เสาร์,01 เมษายน 2006

ในวโรกาสมิ่งมงคลวาระครบรอบวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ 2 เมษายน 2549 เวียนมาบรรจบอีกวาระหนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม กราบถวายพระพรชัยขอพระองค์ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง และทรงมีพระเกษมสำราญตลอดกาลด้วยเทอญ  

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

 

ในวโรกาสนี้ ใคร่ขออัญเชิญบทพระราชนิพนธ์ "สายธารแห่งสำนึก" เมื่อครั้งพระองค์ยังทรงศึกษา ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาให้ชาว BN84  ได้อ่านกัน

 สายธารแห่งสำนึก  

 

                  

 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

 

ปีการศึกษา ๒๕๑๕ ฉันจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ อันเป็นชั้นสูงสุดในโรงเรียน ยอดปรารถนาของนักเรียนมัธยม คือการเข้ามหาวิทยาลัย และมักจะต้องเลือกคณะที่เหมาะสมกับคะแนนของตน สำหรับคนที่ได้คะแนนสูง ๆ ในแผนกศิลปะสมัยนั้นส่วนใหญ่จะต้องเลือกคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เพราะว่าคะแนนสูง สำหรับฉันมีปัญหาที่ต้องขบคิดหลายแง่มุมด้วยกัน เป็นต้นว่า ฉันควรจะเรียนต่อมหาวิทยาลัยเมืองไทยหรือไปต่างประเทศ หรือควรจะเริ่มต้น ทำมาหากิน สนองพระเดชพระคุณในราชการ การเรียนมหาวิทยาลัยจะเป็นประโยชน์สำหรับฉันเพียงไร

       

ในเมื่อต้องเดินทางไปเรียนไปฟังคำบรรยาย ไปทำกิจกรรมนานาประเภท ซึ่งล้วนแต่ต้องการเวลามาก ถ้าเชิญอาจารย์มาสอนพิเศษ จะทำให้ได้ความรู้เนื้อหาวิชาการดีกว่าไปเรียนเป็นหมู่หรือไม่ หรือถ้าคนที่มีความสามารถจริงแล้ว จะค้นคว้าด้วยตัวเองได้ดีเท่า ๆ กับไปเรียนที่มหาวิทยาลัยหรือไม่ ในเวลานั้น ฉันรู้สึกไม่สบายใจนัก เป็นธรรมดาของเด็กวัยรุ่นที่ชอบทำตามเพื่อน (เป็นข้อหนึ่งที่ถูกโจมตีมาตลอด) เพื่อน ๆ ล้วนแต่เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ฉันก็มีผลการเรียนดีเด่นเสมอมา จะไม่ให้เข้ามหาวิทยาลัยก็รู้สึกน้อยหน้าผู้อื่นโดยคิดว่าไม่ยุติธรรม จึงตัดสินใจซื้อใบสมัครมากรอกจนครบทุกอันดับ แต่เลือกคณะที่ต้องสอบน้อยที่สุด แล้วนึกในใจ เสี่ยงดวงดู เหมือนโยนหัวโยนก้อยว่า ถ้าสอบติดก็จะเรียน ฉันไม่ท่องหนังสือเลย แถมใช้เวลาว่างไปเล่นดนตรีไทยกับเพื่อนรุ่นน้องนักเรียนชั้นประถม ในระหว่างที่เพื่อนคนอื่นเขาไปเรียนพิเศษกัน

                             

 

            เมื่อประกาศผลสอบ ฉันสอบติดคณะอักษรศาสตร์ตามที่เลือกไว้เป็นอันดับแรก แม้จะไม่ได้ที่ ๑ จนหนังสือพิมพ์เอาไปลงว่า ที่หนึ่งตกอันดับ เรื่องนั้นไม่สำคัญอะไร ที่สำคัญก็คือจะต้องคำนึงว่าจะเรียนไปได้อย่างไร ที่ตกลงไว้คือ ถ้ามีงานอะไรก็ต้องทำต้องไป การเรียนเป็นงานนอกเวลา แทนการไปเที่ยวดูหนังดูละคร เวลาจริง ๆ ก็ไม่ได้เคร่งครัดเท่าที่กำหนดไว้ แต่ฉันมีข้อตกลงกับทางมหาวิทยาลัยว่าจะไม่นับเวลาเรียน ถ้าลาโดยมีเหตุผล มีใบลาระบุวันเวลาที่จะลา ผู้บริหารของจุฬาฯ ก็ยอมโอนอ่อนให้ นิสิตอื่น ๆ ก็ไม่มีใครข้องใจในเรื่องนี้ ทุก ๆ คนมีส่วนช่วยเหลือให้ฉันได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด เพื่อเตรียมพร้อมที่จะมีส่วนร่วมทำประโยชน์แก่สังคมสืบไป ความลำบากเช่นนี้เป็นเหตุผลที่ฉันบ้าเรียนมาก ถึงเวลาที่ได้เรียนก็ต้องเอาเต็มที่ ตอนแรก ๆ กิจกรรมต่าง ๆ แม้แต่กีฬาซึ่งเป็นของชอบมากก็ยังต้องตัดใจเลิกและทำตนเป็นคนไม่แข็งแรงวิ่งไม่ไหว เพื่อให้มีเวลาเรียนมาก   

                     

ช่วงนั้นนิสิตนักศึกษาสนใจความเป็นไปของชีวิตชาติบ้านเมือง ค่านิยมของกลุ่มในเวลานั้นไม่ใช่ความฟุ่มเฟือยหรูหราหรือใครมีวัตถุมาก ๆ เป็นที่นับหน้าถือตาเหนือผู้อื่น แต่กลับถือว่าคนเก่งคนดีนั้น คือ ผู้ที่เสียสละ บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์สมัยนั้นเริ่มต้นมุ่งพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยจะอบรมนิสิต รุ่นพี่ก็จะอบรมรุ่นน้องมีการเขียนหนังสือคำขวัญเผยแพร่อุดมการณ์แนวคิด บางทีก็มีการยกตัวเลขกล่าวว่า ประชาชนในประเทศมีเท่าไร ได้รับการศึกษาจบภาคบังคับเท่าไร ชั้นมัธยมเท่าไร จนถึงผู้ที่มีโอกาสศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งเปรียบเทียบกับจำนวนประชาชนไทยนั้นเป็นส่วนน้อย อีกอย่างหนึ่งที่จะต้องคำนึงอยู่เสมอคือ ค่าเล่าเรียนหรือค่าบำรุง ที่เราจ่ายไปนั้นเป็นเพียงส่วนน้อย ทางราชการจะต้องลงทุนให้เราเรียนโดยใช้เงินอีกเป็นจำนวนมาก และคัดเลือกมาให้เราศึกษาเพื่อทำประโยชน์แก่สังคม จะลืมข้อนี้ไปไม่ได้ฟังอย่างนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ในทางปฏิบัติก็ตีความต่างกันเล็กน้อยคือ บ้านเมืองมีปัญหามีเหตุไม่สงบหรือไม่ยุติธรรม นิสิตส่วนหนึ่งเห็นสมควรจะหยุดเรียนไปช่วยกันแสดงประชามติ แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่อยู่เฉย ๆ ไม่คิดอะไรสักอย่าง หรือเห็นว่าหน้าที่ในปัจจุบันของเราก็คือเรียนให้ดีที่สุด ให้มีความรู้เต็มที่เสียก่อน เมื่อจบแล้วจึงจะสามารถใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์ พวกแรกก็ว่าในสถานการณ์คับขันรอให้เรียนจบก็คงไม่ทันการ นอกจากตัวอย่างที่ยกมานี้ก็ยังมีข้อคิดอีกมากที่หาคำตอบที่ถูกต้องทางเดียวได้ลำบาก ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของแต่ละคน ความคิดเห็นเหล่านี้เราจะได้รู้จากการไปฟังอภิปราย ปราศรัย หรือใบปลิว แต่ใบปลิวนี้ก็ต้องระวังหน่อย เพราะว่าบางทีคนคนเดียวเขียนใบปลิวหลาย ๆ ใบ และใส่ชื่อว่าเป็นกลุ่มต่าง ๆ ชื่อแปลก ๆ หลายกลุ่ม

ถ้าเรานึกดูทางด้านวิชาการ มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งความรู้และแหล่งของผู้มีความรู้ มีภารกิจในการให้การศึกษาระดับสูง ค้นคว้าวิจัยและบริการชุมชนอยู่แล้ว พวกเรานิสิตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยย่อมจะมีโอกาสร่วมปฏิบัติภารกิจนี้ด้วย

       

ในจุฬาฯ ฉันได้เรียนวิชาความรู้ที่ได้นำมาใช้ปฏิบัติงานจนทุกวันนี้ สิ่งที่ได้ไปรู้เห็นจากจังหวัดต่าง ๆ นั้น เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาบางวิชา เช่น วิชาภูมิศาสตร์ ช่วยให้ตอบข้อสอบได้ดีขึ้น แม้ในปัจจุบันเมื่อต้องการความรู้เพิ่มเติมเพื่อไปทำงานใด ๆ ก็ยังได้ความเอื้อเฟื้อจากคณะอาจารย์และเพื่อน ๆ เป็นผลจากความเป็นไปในจุฬาฯ เมื่ออดีตที่เราอยู่กันเหมือนในครอบครัวใหญ่ มีรุ่นพี่รุ่นน้อง สนิทสนมและมีน้ำใจต่อกัน แม้บางครั้งจะมีความคิดที่แตกต่างกันบ้าง ซึ่งเป็นธรรมดาที่คนมีสมองจะคิดตามกันไปตลอดไม่ได้ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคที่จะคบหากัน เรื่องในจุฬาฯ ยังมีอีกมากมาย จะให้เล่าก็คงเล่าไม่ถูก หรือจะต้องพาดพิงถึงใครต่อใครอีกเยอะแยะ ไม่แน่ใจว่าผู้ที่ถูกล่าวถึงจะพอใจหรือไม่ ถึงแม้จะใช้นามแฝงสมมติชื่อก็คงจะจำกันได้ ที่เรื่องเยอะ เพราะพวกเราล้วนมีปัญหา และก่อปัญหาเหมือนกันด้วยสิ่งแวดล้อมบังคับ (สังเกตดูซิ เวลาเขาจะเขียนโครงการอะไรกัน ต้องเริ่มต้นด้วยอุปสรรคและปัญหา เราก็เลยอยู่ในแวดวงปัญหากันไปหมด) นับเป็นเวลา ๑๐ กว่าปีแล้ว จากวันแรกที่ย่างเข้าสู่รั้วจุฬาฯ เหตุการณ์ต่าง ๆ ผ่านไปเปลี่ยนแปลงไป เมืองไทยวันนี้ไม่เหมือนเมื่อ ๑๐ ปีก่อน จุฬาฯ วันนี้กับจุฬาฯ วันก่อนก็ไม่น่าจะเหมือนกัน แต่ฉัน ผู้ได้ดีมาจากจุฬา ก็ยังอยู่ ถึงจะเปลี่ยนไปบ้าง ว่าง ๆ ก็น่าคิดทบทวนดูว่าสำนึกที่ถูกปลูกฝังมา ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับสายธารที่ไหลมาเรื่อยๆ บัดนี้เป็นอย่างไร และฉันได้ก่อกำไรให้แก่สังคมคุ้มกับที่สังคมลงทุนไปหรือเปล่า

 

พิมพ์ครั้งแรกใน ๗๐ ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รำลึกอดีต กรุงเทพฯ : จุฬาฯ ๒๕๓๐

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.chula.ac.th