หน้าแรก arrow ข่าวและบทความ arrow สุขภาพออนไลน์ arrow ดูแลตัวเองให้ห่างไกล5โรคร้าย
ดูแลตัวเองให้ห่างไกล5โรคร้าย พิมพ์ อีเมล
เรื่องโดย To   
อังคาร,11 พฤษภาคม 2010

โรคร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคหลอดเลือดสมอง

ผลการวิจัยทางการแพทย์ เปิดเผยถึงโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคหลอดเลือดสมอง

ซึ่งสาเหตุหลักส่วนใหญ่ของโรคเรื้อรังเหล่านี้มาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ความเครียด การขาดการออกกำลังกาย และปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายต่ำ ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่รู้ตนเองล่วงหน้าว่าป่วยเป็นโรคร้ายต่างๆ เนื่องจากขาดอาการบ่งชี้ของโรค และขาดการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้น จึงมักพบผู้ป่วยจำนวนมากที่ตรวจพบเจอโรคร้ายในระยะสุดท้าย หรือเสียชีวิตก่อนทำการรักษาไปอย่างน่าเสียดาย แต่หากมีการป้องกัน รู้ทันโรคก่อนที่จะสายเกินไป ก็สามารถดูแลตัวเองให้ห่างไกลโรคร้ายเหล่านี้ได้เช่นกัน

       

เติมสารต้านอนุมูลอิสระให้ร่างกาย

ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายสามารถบ่งชี้สุขภาพของบุคคลได้ เพราะสารต้านอนุมูลอิสระเป็นด่านแรกในการปกป้องเซลล์จากการจู่โจมของอนุมูลอิสระที่เป็นตัวการทำร้ายร่างกายอันเกิดจากมลภาวะ ควันบุหรี่ แสงแดด และการดำรงชีวิตประจำวันของคนไทยในปัจจุบัน

ทั้งนี้ โดยปกติในร่างกายคนเราจะมีระบบต่อต้านอนุมูลอิสระด้วยเอนไซม์ที่ร่างกายสร้างขึ้น ซึ่งร่างกายจะต้องได้รับสารอาหารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่หลากหลายอย่างเพียงพอเพื่อให้ระบบต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกายสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และกำจัดเอาของเสียเหล่านี้ออกไปจากร่างกาย

จากผลการวิจัยทางการแพทย์ซึ่งตรวจโดยการวัดระดับสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย พบว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจมีระดับสารต้านอนุมูลอิสระที่จำเป็นต่อร่างกายต่ำกว่าคนสุขภาพแข็งแรงเกือบ 2 เท่า อีกทั้งคนไทยทั่วไปยังมีค่าเฉลี่ยสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในระดับต่ำ ประมาณ 10,000-30,000 ซึ่งเป็นระดับที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และก่อให้เกิดโรคร้ายต่างๆ ได้

ทั้งนี้คนไทยควรจะมีค่าสารต้านอนุมูลอิสระในระดับ 50,000 ขึ้นไป ซึ่งเป็นค่าที่มีความสอดคล้องกับระดับแคโรทีนอยด์ในเลือด และเป็นระดับที่บ่งชี้ว่าบุคคลนั้นมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังเหล่านี้น้อยกว่าคนที่มีค่าสารต้านอนุมูลอิสระต่ำ วัดได้โดยใช้เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือเครื่องไบโอโฟโตนิคสแกนเนอร์ เพื่อวัดค่าปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระแคโรทีนอยด์ในผิวหนังมนุษย์

สารต้านอนุมูลอิสระมาจากที่ไหน

สารต้านอนุมูลอิสระมีอยู่ทั่วไปในผักและผลไม้ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ ที่มีสีเข้ม โดยแหล่งอาหารที่สำคัญของสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น

- วิตามินซี ใน ฝรั่ง ส้ม มะขามป้อม มะละกอสุก พริกชี้ฟ้าเขียว บรอกโคลี ผักคะน้า ยอดสะเดา ใบปอ ผักหวาน ผักกาดเขียว

- วิตามินอี ในน้ำมันจากจมูกข้าวสาลี น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย เมล็ดทานตะวัน เมล็ดอัลมอนด์ จมูกข้าวสาลี

- ซีลีเนียม ในอาหารทะเล ปลาทูน่า เนื้อสัตว์และตับ บะหมี่ ไก่ ปลา ขนมปังโฮลวีต

- วิตามินเอ ในตับหมู ตับไก่ ไข่โดยเฉพาะไข่แดง น้ำนม พืชผักที่มีสีเขียวเข้ม ผลไม้ที่มีสีเหลืองส้ม เช่น ผักตำลึง ผักกวางตุ้ง ผักบุ้ง ฟักทอง มะม่วงสุก มะละกอสุก มะเขือเทศ

- แคโรทีนอยด์ (เบตาแคโรทีน ลูทีน และไลโคฟีน) ในผักที่มีสีเขียวเข้ม ผลไม้ที่มีสีเหลืองส้ม เช่น ผักตำลึง ผักกวางตุ้ง ผักบุ้ง ฟักทอง มะม่วงสุก มะละกอสุก มะเขือเทศ

โรคร้ายป้องกันได้

นพ.สงวนศักดิ์ ฤกษ์ศุภผล จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แนะนำวิธีการดูแลสุขภาพของคนไทยให้ห่างไกลโรคร้าย ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 หมู่ เน้นการรับประทานผักสดและผลไม้หลากสี เพื่อเสริมสร้างปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายให้เพียงพอ

ผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณมาก ได้แก่ คะน้า มะเขือเทศ แครอต ฟักทอง และมะเขือม่วง เป็นต้น โดยเฉพาะการรับประทานสดๆ ในจำนวนที่เพียงพอ พร้อมทั้งควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นออกกำลังกายให้เสียเหงื่ออย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงมลภาวะและความเครียด หรือเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีคุณภาพสามารถช่วยเพิ่มปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย และเสริมภูมิต้านทานโรคร้ายได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้คนไทยยังควรหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อรู้เท่าทันและเตรียมพร้อมรับมือโรคร้ายได้อย่างทันท่วงที