หน้าแรก arrow ข่าวและบทความ arrow นาคาคาบข่าว arrow ใครคุ้มกว่า??แก๊ส VS เบนซิน-ดีเซล
ใครคุ้มกว่า??แก๊ส VS เบนซิน-ดีเซล พิมพ์ อีเมล
เรื่องโดย ศร   
ศุกร์,07 พฤษภาคม 2010
อะฮ้า....เรื่องปากเรื่องท้องใครๆ ก็ว่าสำมะคัญ เรื่องการเลือกซื้อรถยนต์นี้เป็นปัญหาโลกแตก ที่หลายต่อหลายคนคิดไม่ตกว่าจะเลือกยี่ห้อใหน รุ่นใหน เครื่องยนต์เท่าไหร่ ถึงจะคุ้มค่ามากที่สุด ประหยัดมากที่สุด

อืม....เป็นปัญหาที่ตอบยากจริงๆ เพราะตัวผมเอง ก็ตอบไม่ถูกเหมือนกันว่า ยี่ห้อไหน คุ้มกว่ากัน

เพราะเรื่องนี้ แล้วแต่ชอบครับ โดยเฉพาะคำถามที่ว่า โตโยต้า กับ ฮอนด้า ยี่ห้อไหน ดีกว่ากัน

โอ้ววววว....พระเจ้าช่วย ตอบไม่ได้จริงๆ เพราะผมไม่ได้ผลิตรถทั้ง 2 ยี่ห้อ นี้กับมือ เลยบอกไม่ได้ว่า ใครดีกว่าใคร

ถึงแม้ว่าจะขับรถทั้ง 2 ยี่ห้อ นี้มาหมดทุกรุ่นที่ขายอยู่ในประเทศ แต่ก็ยังบอกไม่ได้ เพราะแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อนั้นมีดี มีแย่แตกต่างกันไป
บางคนชอบโตโยต้า เพราะผูกพันมานาน รถที่บ้านใช้ยี่ห้อนี้ ก็บอกว่ายี่ห้อนี้ดี

อีกคนใช้ฮอนด้า มาตั้งแต่ต้น ก็บอกฮอนด้า นั้นเยี่ยม ไม่เห็นมีปัญหาอะไร

เห็นมั้ยครับ ตอบยากจะตาย

แต่ถ้าให้เทียบกับรุ่นต่อรุ่น ละก็ ไม่มีปัญหา

อ๊ะ..อ๊ะ แต่ครั้งนี้ ไม่ได้มาตอบปัญหาเรื่องรุ่นไหนดีกว่ากัน แต่ขอมาบอกกล่าวถึงภาพรวมของรถทิ่ติดตั้งแก๊สเอ็นจีวี กับรถยนต์ปกติ เลยว่า อย่างไหน “คุ้ม” กว่ากัน

ก็แหม มีคำถามกันมามากมาย ว่าใครคุ้มกว่ากัน

เรามาเริ่มเลยดีกว่าครับ

ผมจะเปรียบเทียบ รถที่ติดตั้งแก๊สเอ็นจีวี เท่านั้นนะครับ แอลพีจี ไม่ขอยุ่ง เพราะเป็นแก๊สสำหรับแม่ค้า พ่อค้า ทำกับข้าว ผมไม่ขอไปแย่งแก๊สหุงต้มมาเติมรถแน่นอน ครับ แถมรัฐบาลไม่ได้ส่งเสริมอีก ไม่ยุ่ง ไม่ยุ่ง

ส่วนเอ็นจีวี นั้นภาครัฐสนับสนุน (จริงเหรอ) ให้ใช้กับรถยนต์ ทั้งรถเล็ก รถใหญ่ อย่างเป็นทางการ ดังนั้นจึงเหมาะเหม็งที่จะพูดถึง ประกอบกับ ค่ายรถยนต์เอง ก็พัฒนารถยนต์ที่ติดตั้งถังแอลพีจี ออกมาจากโรงงาน พร้อมประกัน อย่างนี้คุยกันได้

เอ้า...เริ่มเลยดีกว่าครับ ว่าแบบไหนคุ้มกว่ากัน หากมองในแง่ของ ราคาของแก๊สแอลพีจี กับ น้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันอะไรก็แล้วแต่ ไล่ไปตั้งแต่แก๊สโซฮอล์ 95 ไปถึง แก๊สโซฮอล์ อี 85 และน้ำมันดีเซล นั้นละก็ แก๊สแอลพีจี นอนตีพุง อยู่กับบ้านชนะเห็นๆ เพราะราคากิโลกรัมละ 8.50 บาทเท่านั้น ส่วนน้ำมันที่ถูกที่สุดอย่าง อี85 ยังล่อเข้าไปลิตรละ 18.72 บาท ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 ก็ไปอยู่เกือบๆ 33 บาทแล้ว ส่วนดีเซล แม้ว่ารัฐบาลจะอุ้มกระเตงอยู่ ก็อยู่ที่ 26-27 บาท

ดังนั้น ไม่ต้องเรียนด็อกเตอร์ ก็รู้ว่า ราคานั้น เอ็นจีวี กินขาด เพราะเติมเอ็นจีวี เต็มถังยังไม่ถึง 200 บาทเลย

แต่ แต่ แต่ อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจนะคร้าบบบบ เพราะยังมีเรื่องอื่นให้คิดหน้าคิดหลังอีกเยอะ

อย่างแรก คือ เรื่องของราคา ราคาของตัวรถติดเอ็นจีวี นั่นแหละครับ เพราะรถที่ติดเอ็นจีวี นั้นแพงกว่ารถรุ่นปกติ 5 หมื่นบาทแน่นอน นั่นหมายความว่า เราประหยัดค่าน้ำมันไปได้ แต่ต้องจ่ายค่ารถแพงขึ้น

ลองมาคำนวณกันง่ายๆ นะครับว่า แต่ละเดือนรถยนต์ 1 คัน เติมน้ำมันแค่สัปดาห์ละ 1,200 บาท วิ่งได้ 400 กิโลเมตร หมายความว่า 1 เดือน ต้องเสียค่าน้ำมัน 4,800 บาท

ถ้าเป็นรถที่ติดเอ็นจีวีถ้าวิ่ง 400 กิโลเมตร ต้องเติมเอ็นจีวี 2 รอบ เพราะเติมเอ็นจีวี เต็มถังขับได้สุดๆ แค่ 190 กิโลเมตรเท่านั้น เอ้าเติม 2 รอบ ก็ 400 บาท 1 เดือนก็เป็นเงินแค่ 1,600 บาท

ว้าวววว ประหยัดค่าน้ำมันไปแล้ว 3,200 บาทต่อเดือน อย่างนี้แจ่มๆ ยิ่งถ้าขับมากกว่านี้ ก็ต้องยิ่งประหยัดมากกว่านี้ ถูกต้องคร้าบบบบ

และยิ่งเมื่อหันไปมองเงิน 5 หมื่นบาท สำหรับรถเอ็นจีวีที่แพงขึ้นนั้นลองเอาเงินก้อนนั้น หารต่อเดือนดูแค่เดือนละ 5,000 บาท ก็ตกแค่ 10 เดือนเท่านั้น หรือให้ 1 ปี ก็คุ้มค่าน้ำมันแล้ว

อะฮ้า....อย่างนี้ ควักกระเป๋าซื้อรถเอ็นจีวีเลยดีมั้ย??

แต่ก่อนซื้อ ควรลองดูเส้นทางระหว่าง ที่ทำงาน-บ้าน ดูหน่อยว่า มีสถานีบริการเอ็นจีวี กี่แห่ง และลองดูความหนาแน่นของรถที่มาใช้ว่ามี คิว มากน้อยแค่ไหน เราสามารถรอคิวเติมน้ำมันได้ครั้งละครึ่งชั่วโมงได้หรือเปล่า รวมถึงความถี่ในการเติมที่ต้องเติมอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง น่าเบื่อหรือไม่ คิดดู

ถ้าแถวบ้านมีปั๊มเอ็นจีวี เปลี่ยวๆ เอ้ย โล่งๆ ก็น่าสนใจ เพราะอยากเติมก็เติมได้เลยอย่างนี้ ไม่มีปัญหา แต่เลิกคิดเรื่องไปเติมตามเส้นทางต่างจังหวัด เพราะจะเจอกับฝูงรถตู้ และรถใหญ่ ที่จอดต่อคิวกันเป็นขบวนอยู่แล้ว ถ้าไม่จังหวะดีจริงๆ ยากกกก

นอกจากเรื่องการเติมเอ็นจีวี ที่ค่อนข้างยากแล้ว ก็มาถึงเรื่องของ สมรรถนะของรถเอ็นจีวี กันบ้างว่าเป็นอย่างไร

บอกได้เลยครับว่า รถที่ใช้เอ็นจีวี นั้น “อืด” แน่นอน ต่างจากที่ใช้น้ำมันอย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้าไม่เน้นเหยียบอะไรมากมาย ไปแบบเรื่อยๆ กินลมชมดาว จะไปไหนออกก่อนเวลานัดเยอะๆ แบบไม่ต้องรีบเร่งก็ไม่มีปัญหาครับ

ส่วนเรื่องของเครื่องยนต์รถที่ใช้แก๊สแอลพีจี จะทนทานแค่ไหน ก็ต้องบอกว่า 3 ปี ไม่มีปัญหา เพราะอยู่ในประกันของบริษัท แต่หลังจากนั้น บอกคำเดียวครับว่า “ไม่รู้” ไม่รู้ว่าต้องเปลี่ยนอุปกรณ์อะไรมากกว่ารถยนต์ปกติหรือเปล่า

ถ้ามองในเรื่องของความประหยัดละก็ เดี๋ยวนี้มีรถยนต์ขนาดเล็กเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ก็อย่าง โตโยต้า วีออส ยาริส ฮอนด้า แจ๊ส ซิตี้ ที่มีอัตราการสิ้นเปลืองประมาณ 11-13 กิโลเมตรต่อลิตร ก็ถือว่าใช้ได้ เพราะแลกกับความมันส์ ในการขับ

แล้วตอนนี้ยังมีอีโคคาร์ อย่างนิสสัน มาร์ช ที่มีอัตราการสิ้นเปลืองที่ 15-18 กิโลเมตรต่อลิตร ยิ่งสนุกกันไปใหญ่เพราะเติมน้ำมันทีวิ่งได้กว่า 500 กิโลเมตร ก็ยิ่งน่าสนใจ แถมสนนราคาก็อยู่ที่ 4-5 แสนกว่าบาท แล้วแต่รุ่น ก็น่าคิดอยู่เหมือนกัน

ส่วนรถเครื่องยนต์ดีเซลนั้น ไม่มองรถกระบะนะครับ จะพูดถึงแต่รถยนต์นั่งเท่านั้น ซึ่งก็มีให้เลือกไม่กี่ยี่ห้อ เช่นฟอร์ด โฟกัส บีเอ็มดับเบิลยู และเมอร์เซเดส เบนซ์ ที่สนนราคาเริ่มต้นที่ล้านกว่าบาท สำหรับฟอร์ด และเกือบ 3 ล้านบาทสำหรับ บีเอ็มฯ และเบนซ์ ซึ่งในเรื่องราคาถือว่า สอบตก ทั้งนั้น

แต่หากมองในเรื่องของสมรรถนะและความประหยัดละก็ เหลือๆ ครับ เพราะความแรงของรถยนต์นั่งดีเซลนั้นเหนือกว่า รถเบนซิน ในขนาดเครื่องยนต์เดียวกัน แถมเรื่องของความประหยัดอยู่ที่ 15 กิโลเมตรต่อลิตร ในแบบที่อัดหนักๆ เสียด้วย

เรียกว่าได้ทั้งความสนุก และประหยัดในเวลาเดียวกัน แต่ตอนซื้อเหงื่อแตกซ่กแน่

เอาเป็นว่า ส่วนตัวแล้ว ผมเห็นว่า ถ้ามีปั๊มเอ็นจีวีแถวบ้าน ให้เติมได้อย่างที่ใจต้องการ คุ้มแน่ แต่ต้องแลกกับความอืด

ถ้ายังอยากขับสนุกอยู่ แต่อยากประหยัดด้วย ก็ต้องอีโคคาร์ แต่ต้องทนหน้างอ คอหัก กับขนาดของรถหน่อย

แต่ถ้าเงินถุงเงินถัง อยากได้ทั้งขับสนุก และประหยัด เติมเต็มถังวิ่งได้ 500-700 กิโลเมตร ก็รถยนต์นั่งเครื่องดีเซลได้เลย ฟันธง!!