หน้าแรก arrow ข่าวและบทความ arrow สุขภาพออนไลน์ arrow อัศจรรย์หมายเลข 5 กับปริศนาเรื่อง “ตับ"
อัศจรรย์หมายเลข 5 กับปริศนาเรื่อง “ตับ" พิมพ์ อีเมล
เรื่องโดย ศร   
อังคาร,02 มีนาคม 2010

“ตับ” กับหน้าที่หลัก 4 ประการ

       (อันนี้ตับหวานนะฮ่ะ)
    โคลด แบร์นาร์ด นักสรีรวิทยาชาวฝรั่งเศส คือ คนแรกที่ค้นพบการทำงานของตับ และจากการค้นคว้าวิจัยของเขาทำให้เราทราบว่า ตับ คือแหล่งเก็บรักษาพลังงานของร่างกาย
    แม้ปัจจุบัน ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์จะทำให้เรารู้ว่า ตับ มีบทบาทสำคัญแก่ร่างกายถึงกว่า 500 ประการ แต่หน้าที่หลักๆ ของตับนั้น แบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ สะสม ทดแทน สังเคราะห์ และล้างพิษ
    สะสม คือการรวบรวมกลูโคส หรือน้ำตาล ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของเซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์สมอง แล้วเปลี่ยนเป็นไกลโคเจนนำมาเก็บสะสมไว้ใช้ยามจำเป็น
   ทดแทน คือการนำเอาสิ่งที่สะสมไว้มาย่อยสลายและส่งต่อเข้าสู่ร่างกายผ่านกระแสเลือดตามความเหมาะสม
   สังเคราะห์ คือการสร้างสารโปรตีนต่างๆ จากกรดอะมิโนในสารอาหารที่ผ่านการย่อยและถูกส่งต่อมาจากกระเพาะอาหารและลำไส้ ก่อนส่งเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย

   ล้างพิษ คือการเปลี่ยนสารที่เป็นพิษต่อเซลล์ ให้เป็นสารที่ไร้พิษก่อนขับออกนอกร่างกายในรูปของเหลว เช่น หลังจากเราดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปก็จะถูกดูดซึมผ่านกระเพาะอาหารและลำไส้มายังตับ จากนั้นเอนไซม์ในตับจะเปลี่ยนแอลกอฮอล์ให้เป็นอะซีตัลดีไฮด์และกรดอะซีติก ตามลำดับ และขั้นสุดท้ายคือกรดอะซีติกจะถูกย่อยสลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ ก่อนถูกขับออกนอกร่างกายผ่านทางปัสสาวะ

  นอกจากนี้ หน้าที่สำคัญอื่นๆ ของตับ ได้แก่ ผลิตน้ำดี ควบคุมอัตราการเผาผลาญสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและไขมัน ผลิตสารที่เป็นปัจจัยการแข็งตัวของเลือด แปรสภาพเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุให้เป็นสารตั้งต้นสำหรับผลิตน้ำดี แปรสภาพสารพิษและยาต่างๆให้อยู่ในสภาพปลอดภัยเพื่อให้ร่างกายขับถ่ายออกไปได้ เปลี่ยนแอมโมเนียจากการสลายโปรตีนให้เป็นยูเรียก่อนขับออกทางปัสสาวะ เป็นแหล่งเก็บสะสมวิตามินบี 12 เหล็ก และทองแดง รวมทั้งเป็นแหล่งผลิตเม็ดเลือดแดงของตัวอ่อนในครรภ์ เป็นต้น


“ตับ” กับโรคร้ายพึงระวัง
    แม้ว่าตับคนเราจะมีคุณสมบัติน่าประหลาดใจที่อวัยวะอื่นทำไม่ได้ คือ สร้างเซลล์ใหม่ขึ้นทดแทนหรือเรียกง่ายๆว่า งอกขึ้นมาใหม่ได้ราวกับหางจิ้งจก แต่ใช่ว่าตับ จะฟื้นฟูตัวเองได้เสมอไป เพราะโรคภัยไข้เจ็บบางอย่างก็รุนแรงจนส่งผลให้ตับเสื่อมสภาพเกินกว่าจะเยียวยาได้ และโรคอันตรายที่มักเกิดขึ้นกับตับนั้นมีดังนี้

  1. ตับอักเสบ (hepatitis) ส่วนใหญ่เราคุ้นกับชื่อโรคไวรัสตับอักเสบเอ บี และซี ซึ่งทั้งหมดนี้เรียกรวมว่า โรคตับอักเสบ โดยมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส การดื่มสุรา ติดเชื้อแบคทีเรีย พยาธิ และสารเคมี
        ไวรัสตับอักเสบเอ เกิดจากการรับเชื้อเข้าไปทางปาก เช่น การกินอาหารที่ไม่สะอาดและมีการปนเปื้อนเชื้อไวรัส รวมทั้งการขาดสุขอนามัยที่ดีก่อนรับประทานอาหาร
        ไวรัสตับอักเสบบี เป็นโรคติดเชื้อของตับที่มีจำนวนผู้เป็นพาหะสูงที่สุดในโลก คือ ราว 200 ล้านคน ส่วนในเมืองไทยมีพาหะของโรคนี้ราว 10 เปอร์เซ็นต์ พบเชื้อนี้ได้ในเลือด สารคัดหลั่งและของเหลวในร่างกาย ที่สำคัญคือ มีตัวเลขยืนยันว่าผู้ที่เป็นพาหะนี้มีโอกาสเกิดโรคมะเร็งตับมากกว่าคนทั่วไปสูงถึง 223 เท่าเลยทีเดียว แต่ปัจจุบันตัวเลขผู้ป่วยและผู้เป็นพาหะมีแนวโน้มลดลง เพราะเด็กทารกแรกคลอดทุกคนจะได้รับวัคซีนป้องกันแต่กำเนิด
        ไวรัสตับอักเสบซี  เกิดจาก RNA ไวรัสที่แฝงตัวอยู่ตามอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะในเลือด สมัยก่อนยังไม่มีใครรู้จักโรคนี้ แต่เพิ่งมาสังเกตเห็นความผิดปกติหลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีการถ่ายเลือดกันเยอะ การส่งผ่านเชื้อโรคก็มากตามไปด้วย ปัจจุบันชนชาติที่เป็นพาหะของโรคนี้มากที่สุดคือ ญี่ปุ่น
        ความรุนแรงของโรคตับอักเสบแต่ละชนิดนั้นมีเท่าๆกัน แต่ไวรัสตับอักเสบบีจะแสดงอาการได้ทุกช่วงอายุและพร้อมจะลามเป็นโรคมะเร็งตับได้ตลอดเวลา ส่วนไวรัสตับอักเสบซีนั้นมักแสดงอาการเมื่ออายุ 45-50 ปี และพัฒนาการของโรคจะเริ่มจากทำให้ตับอักเสบ ตับแข็ง และกลายเป็นมะเร็งในที่สุด ตามลำดับ
        การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบเป็นการรักษาตามอาการ วิธีป้องกันตัวเองจากโรคนี้ได้แก่ การรักษาสุขอนามัยเสมอ เลี่ยงการสัมผัสเลือดหรือของเหลวจากผู้อื่น รวมถึงไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น ไม่สำส่อนทางเพศ และฉีดวัคซีนป้องกัน

  2. ตับแข็ง นับเป็นโรคตับที่พบบ่อยที่สุดโรคหนึ่ง สาเหตุมักเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ต่อเนื่องเป็นเวลานานจนทำให้ตับเป็นแผล เซลล์ตับส่วนหนึ่งจึง   ตายไปโดยไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้อีก หรือเซลล์ตับถูกทำลายจนเกิดการสมานเซลล์ตับขึ้นบ่อยครั้งกลายเป็นพังผืด ทำให้ตับส่วนนั้นสูญเสียการทำงาน
        สาเหตุอื่นของโรคตับแข็งได้แก่ การรับประทานยาสมุนไพรติดต่อกันเป็นเวลานาน โรคทางพันธุกรรมบางชนิดที่ทำให้เกิดการสะสมทองแดงที่ตับมากเกินไป หรือเกิดจากความผิดปกติของภูมิต้านทาน รวมทั้งการสะสมของไขมันที่มากเกินไปก็อาจไปกระตุ้นให้ตับอักเสบกลายเป็นตับแข็งได้
        ส่วนการรักษานั้นไม่สามารถทำให้หายขาดได้เช่นกัน ทำได้เพียงชะลอหรือหยุดการดำเนินของโรคจะช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวได้ ทั้งนี้ต้องคอยระวังอาการแทรกซ้อนด้วย

  3. โรคไขมันจุกตับ คงไม่ดีแน่หากตับของเราจะมีสภาพเปลี่ยนไปจนคล้ายฟัวกราส์ ที่มีไขมันแทรกอยู่ทุกอณูเซลล์ตับ โรคนี้เกิดจากภาวะที่มีการสะสมของไขมันในรูปไตรกลีเซอไรด์คั่งอยู่ในตับ ทำให้เซลล์ตับตายหรืออาจมีการติดเชื้อในเซลล์ตับด้วย สาเหตุส่วนใหญ่นอกจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงแล้ว การดื่มสุรา และการได้รับยาบางชนิดมากเกินไปก็เป็นเรื่องที่พึงระวัง นอกจากนี้เรายังพบโรคนี้ได้ในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูง เกินกว่าครึ่งของผู้ป่วยมักมีอาการดื้อต่ออินซูลิน ที่สำคัญโรคนี้มักไม่แสดงอาการ แต่เจอโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพ อย่างไรก็ตามหากมีอาการปวดใต้ซี่โครงขวาบ่อยๆ ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคนี้ได้เช่นกัน  การรักษาที่ดีที่สุดคือ การลดน้ำหนัก ควบคุมอาหาร และใช้ยาที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม

ครั้งแรกของไทยกับการผ่าตัดเปลี่ยนตับจากผู้ใหญ่สู่ผู้ใหญ่
    นับเป็นข่าวดีของคนไทย เพราะเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ทำการผ่าตัดเปลี่ยนตับจากผู้ใหญ่สู่ผู้ใหญ่ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก จากแต่เดิมที่การผ่าตัดเปลี่ยนตับจะใช้ตับจากผู้ป่วยบริจาคที่เสียชีวิตแล้ว โดยการผ่าตัดครั้งนี้ดำเนินการกับผู้ป่วยโรคตับแข็งจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี
    คนไข้รายนี้เป็นผู้ชายวัยกลางคน ถูกวินิจฉัยแล้วว่าเนื้อตับเขาเสียไปแล้ว 60 เปอร์เซ็นต์ จึงต้องทำการเปลี่ยนส่วนที่เสียนี้ออกไป โดยจากการตรวจสุขภาพของคนในครอบครัวผู้ป่วยพบว่า มีลูกชายคนหนึ่งที่แข็งแรงพร้อมต่อการบริจาคตับให้พ่อได้ และในวันผ่าตัด ตับของลูกชายจึงถูกตัดแบ่งมาให้ผู้เป็นพ่อ 60 เปอร์เซ็นต์ และผลการผ่าตัดก็เป็นที่น่าพอใจ เพราะตับใหม่ที่ใส่เข้าไปในตัวผู้ป่วยใช้งานได้ดี ไม่มีผลแทรกซ้อน ส่วนตัวผู้เป็นลูกก็แข็งแรงดีสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ใน 7 วัน ส่วนผู้ป่วยกลับบ้านได้หลังจากผ่าตัด 19 วัน จากนั้นประมาณ 4-6 สัปดาห์ ตับของทั้งคู่ก็เติบโตเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ป่วยต้องกินยากดภูมิตลอดชีวิตเพื่อป้องกันการเกิดปฏิกริยาต่อต้านเซลล์ตับใหม่
    นับเป็นความสำเร็จอีกขั้นที่เป็นทางออกสำหรับผู้ป่วยโรคตับ 3 ประเภท ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งระยะสุดท้ายจากไวรัสตับอักเสบบีและซี และจากการดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ป่วยที่มีภาวะตับวาย รวมทั้งผู้ป่วยมะเร็งตับระยะเริ่มแรกที่ไม่มีการแพร่กระจาย
    สำหรับการดูแลรักษาตับของเราให้แข็งแรงอยู่เสมอนั้นทำได้โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ทั้ง 5 หมู่ในสัดส่วนพอเหมาะ การรับประทานไขมันและโปรตีนที่มากเกินจำเป็น ล้วนส่งผลเสียต่อตับทั้งสิ้น ส่วนแอลกอฮอล์คือศัตรูตัวร้ายที่หากเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงดีกว่านะคะ