หน้าแรก arrow ข่าวและบทความ arrow สุขภาพออนไลน์ arrow จะอยู่อย่างไรเมื่อสูงอายุ?
จะอยู่อย่างไรเมื่อสูงอายุ? พิมพ์ อีเมล
เรื่องโดย ศร   
อังคาร,22 ธันวาคม 2009
       สังคมไทยจะกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว ประมาณการว่าในปี 2568 อัตราส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้นเกือบร้อยละ 30 เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2550 ที่อยู่ร้อยละ 10 หลายคนอาจเริ่มคิดและวิตกกังวลว่าจะอยู่อย่างไรเมื่อมีอายุมากขึ้น จะอยู่ที่ไหน มีคนดูแลหรือไม่ และจะต้องมีเงินเก็บเพื่อใช้จ่ายยามแก่ชราเท่าไรจึงจะพอ เหตุที่ความกังวลใจนี้เพิ่มสูงเป็นเพราะบ้านเรา ยังไม่มีการเตรียมพร้อมในเรื่องการวางระบบดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้ ไร้เงินออม ขาดลูกหลานดูแล หรือหากเป็นโสด ไม่มีญาติพี่น้องก็มีโอกาสสูงที่จะต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในบั้นปลาย

     อดีตข้าราชการสูงอายุคนหนึ่งเล่าว่า “อยู่บ้านฝนตก ฟ้าร้องเปรี้ยงปร้าง ฝนตกสาดเสียงหน้าบ้านหลังบ้าน ทั้งบ้านมีไข่อยู่ฟองเดียว ยายก็ต้องมาต้มไข่ฟองกิน ชีวิตเหมือนรอดเพราะไข่ฟองนั้น บางครั้งน้ำก็ท่วม ออกก็ไม่ได้ มันมีมาม่าอยู่ห่อหนึ่ง…ทีนี้เพื่อนฝูงก็ถามว่าแล้วทำไมไม่ซื้อมาไว้เยอะๆ เล่า ทำไมมีไข่อยู่ลูกเดียว มีมาม่าอยู่ซองเดียว ก็เวลาซื้อเนี่ย มันไม่มีรถ...ต้องลงรถเมล์ที่ป้ายรถเมล์แล้วก็หิ้ว ระยะทางจากตรงนี้เท่ากับป้ายหนึ่ง ยังต้องหิ้วไข่มา 10 ฟอง หิ้วน้ำปลามาซักขวดหนึ่ง เอาส้มมาอีกกิโลหนึ่ง เอานมอีก 2 กระป๋อง หิ้วไม่ไหวนะ เหนื่อยทีเดียว หิวด้วยนะ อยู่คนเดียวเนี่ย ใส่ถุงย่ามด้วย ไอ้ถุงย่ามนี่ต้องเอามาซ้อนไหล่ ก็หนักไปข้างหนึ่ง ไหล่ลู่ไปข้างหนึ่ง น้ำปลาขวดหนึ่งก็หนักแล้ว”
       
       ผู้สูงอายุอีกคนเล่าว่า “เพราะว่ายายไม่ได้แต่งงาน ไม่มีลูกหลาน การอยู่คนเดียวนั้นมันอยู่ได้ และมีความสุข แฮปปี้มาก ๆ แต่ทำไมถึงต้องมาอยู่นี่ อันนี้ยายต้องบอกว่า เพราะความปลอดภัย ความปลอดภัยนี่หมายถึงทั้งชีวิต ทั้งทรัพย์สิน อยู่บ้านนั้นน่ะไอ้รั้วก็จะพัง หมาก็เข้ามา คนก็ลอบเข้ามา กลางคืนยายนอนไม่หลับ เสียงดังก็อกแก็ก สะดุ้งตื่น เฮ้ย! คนหรือหมา ผวาอยู่เรื่อย ที่อยู่อาศัยมันทำให้เรากังวลใจอยู่เรื่อย ไปไหนใส่กุญแจปิดบ้าน ซ่อนกุญแจไว้ ก็ยังห่วง...”
       
       จากรายงานการวิจัยของ ผศ.ร.อ.หญิง ดร. ศิริพันธุ์ สาสัตย์ คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและคณะ เรื่อง การศึกษาสถานบริการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในประเทศไทย และรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุระระยาวในประเทศไทย ระหว่างปี 2551-2552 สนับสนุนโดยมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) พบว่า สถานสงเคราะห์คนชราหรือที่เรียกว่าบ้านพักคนชราของรัฐบาลจำนวน 44 แห่งทั่วประเทศ มีผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง คือเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ทุพพลภาพ หลงลืม หรือมีปัญหาพฤติกรรมต้องการดูแลใกล้ชิด เป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด รวมทั้งยังรองรับผู้สูงอายุเร่ร่อน เจ็บป่วย ผู้ป่วยสูงอายุจากโรงพยาบาลที่ไม่มีญาติมาติดต่อรับกลับด้วย
       

       นอกจากกลุ่มผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจนที่พักอยู่ในบ้านพักคนชราแล้ว ที่น่าสนใจ ยังพบว่ามีผู้สูงอายุฐานะปานกลางเช่น อดีตข้าราชการที่มีเงินเก็บน้อยและมีบำนาญไม่มาก มารอเข้าคิวขอพักอยู่ในสถานสงเคราะห์คนชราและศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก เป็นเพราะไม่มั่นใจว่าเงินออมและบำนาญที่มีอยู่นั้น จะความมั่นคงในช่วงบั้นปลายของชีวิตได้
       
       สำหรับผู้สูงอายุบางคนที่มีฐานะปานกลางหรือมีฐานะดี แต่ไม่มีครอบครัว เป็นโสด ไม่มีญาติพี่น้อง หรือไม่ต้องการเป็นภาระของญาติพี่น้อง จะสามารถใช้บริการของภาคเอกชน ที่ให้บริการที่พักอาศัยจนถึงให้บริการช่วยเหลือดูแลบางส่วน เช่น การดูแลทำความสะอาด บริการด้านอาหาร การออกกำลังกายและพาไปพบแพทย์
       
       แต่เมื่ออายุมากขึ้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้สูงอายุกลุ่มนี้จะมีความต้องการการดูแลเพิ่มมากขึ้น สุดท้ายจึงจำเป็นต้องย้ายไปพักอาศัยอยู่ในสถานบริบาลของเอกชน หรือเนอสซิ่งโฮม ที่จะต้องจ่ายค่าบริการเฉลี่ย 15,961.50 บาทต่อเดือน และเพิ่มขึ้นตามกิจกรรมการดูแลและบริการที่เพิ่มมากขึ้น จึงไม่สามารถประมาณการณ์ได้แน่นอนว่าจะต้องใช้จ่ายเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ในการดูแลตลอดทั้งชีวิต และแม้ค่าบริการจะสูง แต่ก็พบว่า สถานบริบาลเหล่านี้ ส่วนใหญ่มีคุณภาพบริการอยู่ในระดับต่ำ อาจเป็นผลจากความไม่ครอบคลุมของกฎหมาย จึงถูกละเลย และขาดการกำกับดูแลจากภาครัฐอย่างจริงจัง
       
       อย่างไรก็ดี ผู้สูงอายุที่ไม่ต้องการการดูแลตามสองแบบเบื้องต้นก็ยังมีทางเลือกอื่นอยู่ เช่น การช่วยเหลือขององค์กรภาคเอกชน ซึ่งอาจเป็นองค์กรศาสนา (ไม่หวังผลกำไร) แต่ก็มีจำนวนไม่มากนัก คือ 6 แห่งทั่วประเทศ หรือสถานดูแลระยะยาวในโรงพยาบาล และสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งมีลักษณะเป็นหอผู้ป่วยที่ตั้งอยู่ในโรงพยาบาลของรัฐ รวม 28 แห่ง ดูแลผู้สูงอายุที่พักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลจากอาการเจ็บป่วย แต่ยังไม่สามารถกลับบ้านได้ นอกจากนี้ยังมีศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ ที่ขึ้นกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ปัญหาที่พบก็คือ ผู้สูงอายุที่อยู่ไปนานๆ ก็จะเริ่มแก่ชราลง มีภาวะสุขภาพทรุดโทรมลง และต้องการการดูแลรักษาเพิ่มมากขึ้น
       
       จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ใครควรเป็นเจ้าภาพในการดูแลด้านคุณภาพชีวิต หากลูกหลานวัยแรงงานไม่สามารถดูแลได้"ประเด็นนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพราะการที่ผู้สูงอายุคนหนึ่ง มีบำนาญชราภาพ มีเงินออม มีหลักประกันทางด้านสุขภาพและได้รับการรักษาเมื่อยามเจ็บป่วย จะทำให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีในบั้นปลายของชีวิต
       
       ...ไม่แน่ว่า ผู้สูงอายุเหล่านั้น อาจเป็นเรา ๆ ท่าน ๆ ในสักวันหนึ่งก็เป็นได้...