หน้าแรก arrow ข่าวและบทความ arrow นานาสาระ arrow อุ้มลูกนั่งตัก สื่อรักด้วยหนังสือ
อุ้มลูกนั่งตัก สื่อรักด้วยหนังสือ พิมพ์ อีเมล
เรื่องโดย ศร   
อาทิตย์,22 พฤศจิกายน 2009
จากการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติเบื้องต้น ปีการศึกษา 2549 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า

มี เด็ก ป.2 ร้อยละ 12 ของนักเรียนทั้งหมดกว่า 6 แสนคน ที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ตามเกณฑ์ที่เด็กพึงมี สถิติเบื้องต้นอาจดูไม่มากนัก แต่ก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ ซึ่งแม้ว่าสาเหตุหลักๆ จะมาจากเด็กยากจนทำให้ขาดเรียนบ่อย เด็กไม่พูดภาษาไทยที่บ้าน มีปัญหาการเรียนรู้ (LD) หรือแม้แต่โรงเรียนมีปัญหาขาดแคลนบุคลากร อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้ก็อาจจะไม่ใช่ข้อแก้ตัวที่ดีนัก ในกรณีที่ลูกของเราอ่านหนังสือไม่ออก เพราะเราสามารถพบเห็นได้บ่อยครั้งว่า ผู้ที่ไม่มีโอกาสทางการศึกษาก็สามารถหัดอ่านหัดเขียนเองได้ หากได้รับการปลูกฝังที่ถูกต้อง ซึ่งไม่ได้เริ่มจากที่อื่นใด แต่เริ่มในบ้านของคุณพ่อคุณแม่เองค่ะ

คอลัมน์โลกวัยใสครั้งนี้สถาบันสุขภาพเด็กฯ มีหลากเรื่องราวรวมถึงข้อดีจากการชวนลูกอ่านหนังสือมาฝากครอบครัวที่มี สมาชิกตัวน้อยอยู่ด้วยในบ้าน เริ่มกันตั้งแต่การเล่านิทานให้ลูกฟัง ซึ่งการเล่านิทานก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาของลูก ซึ่งภาษาถือเป็นพื้นฐานสำคัญของสติปัญญา และนิทานเองก็ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้พ่อแม่/ผู้เลี้ยงดู สามารถสอดแทรกค่านิยมที่ดีของครอบครัว สอนเรื่องคุณธรรม ทำให้เด็กเล็กเข้าใจเรื่องจริยธรรมต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น ทำไมเด็กๆ ต้องแปรงฟัน การไม่พูดโกหก การไม่หยิบของคนอื่นมาเป็นของตนเอง การรู้จักเห็นใจคนอื่น

เรื่องต่างๆ ข้างต้นนี้พูดอธิบายให้เด็กเล็กฟังเข้าใจยาก การมีเรื่องราวกำกับสั้นๆ มีตัวละครพร้อมรูปภาพประกอบ ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น สำหรับเด็กที่โตขึ้นมาอีกนิดพอที่จะเริ่มสนใจใคร่รู้เรื่องหนังสือหรือมี ความพร้อมในการอ่านหนังสือภาพด้วยตัวเอง คุณพ่อคุณแม่อาจชวนลูกอ่านหนังสือด้วยกัน ทั้งนี้เด็กจะมีโอกาสได้เห็นทั้งรูปภาพและตัวอักษรบรรยายประกอบการเล่า เรื่องราวจากรูปภาพ บางครั้งขณะที่อ่าน เราอาจมีการชี้นิ้วไล่ตามตัวอักษรไปด้วย ซึ่งพฤติกรรมข้างต้นนี้ จะทำให้เด็กค่อยๆ เชื่อมโยงได้ว่า สัญลักษณ์ (ตัวอักษร) เหล่านี้มีความหมาย มีเรื่องราวสนุกๆ ซ่อนอยู่

เด็กๆ จะค่อยๆ รู้จักตัวอักษรได้เองอย่างอัตโนมัติโดยที่เด็กเองก็ไม่ได้ตั้งใจ หรือเด็กอาจรู้จักคำที่คุ้นตาเห็นบ่อยๆ/ฟังจากการอ่าน และในที่สุดเด็กๆ จะสามารถเชื่อมโยงการอ่านตัวอักษรได้อย่างง่ายดายเมื่อเข้าโรงเรียน

นอกจากการอ่านหนังสือเป็นการเพิ่มต้นทุนสมองให้ลูก ในขณะเดียวกันที่พ่อแม่อุ้มลูกนั่งตักแล้วสื่อรักด้วยหนังสือนั้น ตัวคุณพ่อคุณแม่เองก็ได้ประโยชน์จากการนี้เช่นกัน

-เพราะธรรมชาติแล้วเด็กจะไม่ชอบการสั่งสอนด้วยวาจา นิทานจึงเป็นตัวช่วยเหลือที่สำคัญด้วยภาษาที่ไพเราะ ทำให้เด็กๆ เข้าใจถึงสิ่งที่จะสอนได้ง่ายกว่าการสอนแบบตรงๆ หรือวิธีการสั่ง

-พ่อแม่ต้องระมัดระวังในการใช้ชีวิตกับลูกมากขึ้น เพราะต้องทำตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูก ระมัดระวังน้ำเสียงการพูดจา ควบคุมจิตใจให้สงบเยือกเย็น เพื่อให้ลูกเห็นและทำตาม

-ทำให้เรารู้จักลูกดีขึ้น พ่อแม่บางคนประเมินลูกตัวเองต่ำไป เพราะคิดว่ายังเด็กอยู่ แต่การที่คุณได้เล่านิทานให้ลูกฟัง จะทำให้คุณได้เห็นพัฒนาการของลูกในบางเรื่องอย่างคาดไม่ถึง

-หนังสือช่วยเบี่ยงเบนลูกจากพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ หากลูกน้อยชอบดูดนิ้ว นอนหลับขณะดูดขวดคาปาก งอแงแสนหงุดหงิด ลองเล่านิทานให้ลูกฟังสิคะ เสียงของพ่อแม่จะดึงดูดความสนใจของลูกได้ และการที่ลูกได้จับสัมผัสหนังสือก็จะทำให้ลูกไม่นำมือเข้าปากได้

น่าเสียดายที่พื้นที่มีจำกัด ไว้คราวหน้าหมอสัญญาว่าเราจะมาต่อกันด้วยเรื่องดีๆ ของการชวนลูกอ่านหนังสือต่อกัน ว้าว...น่าสนใจนะคะ

 

รายงานโดย :เรื่อง พญ.นัยนา ณีศะนันท์ กุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก):
วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552