หน้าแรก arrow ข่าวและบทความ arrow เทคโนโลยี arrow รู้จัก "เอเรส" จรวดดาวรุ่งทดแทน "กระสวยอวกาศ" ของนาซา
รู้จัก "เอเรส" จรวดดาวรุ่งทดแทน "กระสวยอวกาศ" ของนาซา พิมพ์ อีเมล
เรื่องโดย YUY   
พฤหัสบดี,29 ตุลาคม 2009

 

ทำความรู้จัก "เอเรส" จรวดนำส่งยานอวกาศที่จะมาแทนที่ "กระสวยอวกาศ" ความหวังนาซากลับไปดวงจันทร์-สำรวจดาวอังคาร
       
       การทดสอบยิงจรวดเอเรส วัน-เอกซ์ (Ares I-X) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ในคืนวันที่ 28 ต.ค.52 นี้ ณ ศูนย์อวกาศเคนเนดี (Kennedy Space Station) เป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบจรวดในโครงการคอนสเตลเลชัน (Constellation Program) ของนาซาที่ตั้งขึ้นมาเพื่อพัฒนาระบบและยานแบบใหม่ เพื่อใช้ในการสำรวจอวกาศยุคถัดไป

ภาพเปรียบเทียบยานอวกาศยุคต่างๆ ของนาซา ทั้งในอดีตและอนาคต (ซ้ายไปขวา) ยานแซทเทิร์นไฟว์ฟ รุ่นก่อนอะพอลโล, กระสวยอวกาศซึ่งกำลังจะถูกปลดระวาง, จรวดเอเรสวัน ซึ่งเพิ่งทดสอบจรวดท่อนแรกในปฏิบัติการ เอเรส วัน-เอกซ์ ถัดไปคือเอเรสโฟร์ และเอเรส ไฟว์ฟ จรวดในโครงการคอนสเตลาชัน ที่มีเป้าหมายพัฒนาระบบและยานเพื่อเดินทางสำรวจอวกาศ ซึ่งตั้งเป้าที่ดวงจันทร์และดาวอังคาร
 

       ทั้งนี้ยานอวกาศที่พัฒนาขึ้นใหม่นั้นจะใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสถานีอวกาศนานาชาติ ทดแทนกระสวยอวกาศที่มีกำหนดถูกปลดระวางในปี 2010 ที่จะถึงนี้ ตลอดจนใช้ในปฏิบัติการกลับไปสำรวจดวงจันทร์ และการมุ่งหน้าสำรวจดาวอังคาร รวมถึงการสำรวจอวกาศอื่นๆ
       
       ยานอวกาศในโครงการคอนสเตลเลชันนั้น จะใช้ทั้งแนวคิดและบางส่วนของยานในโครงการอะพอลโล (Apollo) และโครงการกระสวยอวกาศ เพื่อสร้างยานอวกาศที่สามารถใช้งานได้และมีความคุ้มค่าทางการเงิน
    ภาพแสดงองค์ประกอบของจรวดเอเรส 1 ที่แยกเป็นส่วนต่างๆ ซึ่งเพิ่งมีการยิงจรวดทดสอบจรวดท่อนแรก ที่เรียกว่าการทดสอบจรวด เอเรส วัน-เอกซ์ เพื่อทดสอบจรวดท่อนแรก (ท่อนล่างของภาพ) ส่วนยานโอไรออนจะประกอบอยู่ในด้านบน ตรงท่อนที่ 2 ซึ่งจะเป็นส่วนขนส่งลูกเรือและนักบินอวกาศ        
       สำหรับการทดสอบเอเรส วัน-เอกซ์ เป็นเพียงก้าวแรกของโครงการพัฒนายานและระบบใหม่เพื่อการสำรวจอวกาศของนาซา และหลังจากนี้ในปี 2014 ตามกำหนดจะมีการทดสอบเอเรส วัน-วาย (Ares I-Y) ซึ่งจะเป็นการยิงจรวดครั้งแรกที่ทดสอบระบบใหม่หลายๆ ระบบพร้อมกัน ซึ่งมีทั้งจรวด 5 ท่อนที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ระบบควบคุมเที่ยวบิน ระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ทางด้านการบิน
       
       จากนั้นจะมีการยิงจรวดทดสอบเที่ยวที่ 3 ซึ่งจะมีการทดสอบยาน "โอไรออน วัน" (Orion 1) อันจะเป็นการทดสอบจรวดเอเรส วัน (Ares I) ที่สมบูรณ์ด้วย โดยจะส่งยานโอไรออนที่ยังไม่มีคนขับขึ้นสู่วงโคจร
       
       ส่วนปฏิบัติส่งมนุษย์โดยสารไปกับยานโอไรออนเที่ยวแรก จะเริ่มขึ้นในปี 2020 ซึ่งยานจะนำลูกเรือมุ่งสู่สถานีอวกาศนานาชาติ นอกจากนี้ยังมีการทดสอบเครื่องยนต์ส่วนบนด้วย
 

Ares - God of War 
       เอเรสเป็นชื่อเทพเจ้าแห่งสงครามของกรีก ซึ่งหมายถึงดาวอังคาร โดยจรวดเอเรสประกอบด้วย จรวดรุ่นเอเรส วัน ที่ส่วนบนเชื่อมต่อกับยานโอไรออน และเอเรส ไฟว์ฟ (Ares V) ซึ่งจะนำยานอวกาศของนาซาลงจอดบนดวงจันทร์ โดยบรรทุกสัมภาระสู่วงโคจรระดับต่ำของโลกได้ 206 ตัน และบรรทุกสัมภาระสู่ดวงจันทร์ได้ 78 ตัน
       
       ยานโอไรออนที่มีหน้าที่ขนส่งลูกเรือนั้น จะนำนักบินอวกาศมุ่งสู่สถานีอวกาศนานาชาติและอวกาศส่วนอื่น โดยโอไรออนนี้มีความสามารถที่จะนัดพบยานลงจอดดวงจันทร์ "อัลแตร์" (Altair) ในโครงการคอนสเตลาชันเดียวกันนี้ และจรวดเอเรส ไฟว์ฟ ซึ่งจะแยกกับยานที่ระดับวงโคจรต่ำเพื่อนำส่งลูกเรือสู่ดวงจันทร์
       
       สำหรับรูปร่างของยานโอไรออน ถูกออกแบบให้เหมือนกับแคปซูลในอดีต แต่มีข้อได้เปรียบที่ใช้เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ ระบบยังชีพ การขับเคลื่อน และระบบป้องกันความร้อนของศตวรรษที่ 21
    ภาพส่วนประกอบของจรวดเอเรส ไฟว์ฟ ซึ่งจรวดที่จะปลดออกในระยะแรก คือจรวดท่อนสีขาว 2 ท่อนล่าง จากนั้นจรวดท่อนสีส้มที่อยู่ตรงปลายจะปลดตัวออก โดยมียานลงจอดดวงจันทร์อัลแตร์อยู่ตรงตำแหน่งบนลำดับที่ 2 ซึ่งติดกับจรวดสำหรับแยกตัวจากวงโคจรของโลกในจรวดท่อนที่ 3 (บน)   
       ส่วนยานลงจอดดวงจันทร์อัลแตร์ สามารถจุนักบินอวกาศลงสู่ดวงจันทร์ได้ทั้งหมด 4 คน พร้อมทั้งระบบยังชีพ ซึ่งนักบินอวกาศสามารถปฎิบัติภารกิจสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ได้นาน 1 สัปดาห์
       
       จากนั้นอัลแตร์จะนำนักบินอวกาศกลับไปยังยานโอไรออน ซึ่งจะนำลูกเรือทั้งหมดกลับสู่โลกต่อไป โดยอัลแตร์จะถูกขับเคลื่อนจากวงโคจรระดับต่ำของโลกสู่ดวงจันทร์ด้วยจรวดเอเรส ไฟว์ และจะกลับมาเชื่อมต่อกับโอไรออนอีกครั้งที่ตำแหน่งวงโคจรเดียวกันนี้

เอเรสวัน-เอกซ์แทรกตัวผ่านชั้นบรรยกาศด้วยความเร็วสูง ทำให้เห็นไอน้ำอันเกิดจากความชื้น (ภาพ AP)

ขั้นตอนการแยกตัวของจรวดในการทดสอบ จะติดตามดูแค่ตัวบูสเตอร์ในขั้นแรกก่อนเท่านั้น (ภาพ NASA)