หน้าแรก arrow ข่าวและบทความ arrow นานาสาระ arrow ต่อยอดโครงการ"สมาธิบำบัดโรค" "สร้างสุข-ลดทุกข์"ตามวิถีพุทธ
ต่อยอดโครงการ"สมาธิบำบัดโรค" "สร้างสุข-ลดทุกข์"ตามวิถีพุทธ พิมพ์ อีเมล
เรื่องโดย ศร   
อาทิตย์,25 ตุลาคม 2009
 
ผ่านไป 1 ปีเต็ม ถึงวันนี้ "โครงการเครือข่ายสมาธิบำบัดสำหรับผู้ป่วยและญาติ" ที่ถูกริเริ่มโดยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้สิ้นสุดกิจกรรมในระยะแรกไปแล้วเมื่อกลางปีที่ผ่านมา

โครงการเครือข่ายสมาธิบำบัดฯ เกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ เพื่อพัฒนาจิตใจ ผู้ป่วยให้แข็งแรง เพื่อช่วยควบคุมอารมณ์ และพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ต่างๆ ที่สำคัญ คือ การฝึก "สมาธิ" เพื่อให้มี"สติ" เป็นศาสตร์ที่มีอยู่แล้วในสังคมไทย

แม้โครงการเครือข่ายสมาธิฯ ได้สิ้นสุดกิจกรรมในระยะแรกลงไปแล้ว แต่แนวคิดหลักที่ว่า ด้วย"การสร้างสุข-ลดความทุกข์"แก่ผู้ป่วยผ่านการฝึก"สมาธิ"ได้ซึมซับสู่บุคลากรที่ทำงานด้านสา ธารณสุขจำนวนมาก จึงทำให้มีสถานพยาบาลหลายแห่ง สานต่อโครงการเครือข่ายสมาธิบำบัดฯ ต่อไปโดยไม่คิดท้อถอย
"มันเหนื่อยมากกว่าเดิมอยู่แล้ว กิจกรรมรูปแบบนี้ แต่ปลายทางที่พวกเราต้องการ คือ ความสุขของผู้ป่วย ความสำเร็จของการทำโครงการเครือข่ายสมาธิฯ คือ การที่ผู้รับบริการ จะไม่รู้สึกมีทุกข์มากไปกว่าเดิม เมื่อมาโรงพยาบาล ลำพังแค่โรคที่เขาประสบอยู่ก็แย่มากพอแล้ว หากเราช่วยคลายความรู้สึกตรงนั้นได้ นี่คือ บุญกุศลที่ยิ่งใหญ่" เครือวัลย์ กฐินใหม่ (ต๋อย) พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ บอกถึงสาเหตุที่เลือกนำแนวทางตามโครงการสมาธิบำบัดฯ มาสานต่อ แม้สิ่งที่คนภายนอกมอง อาจเป็นเพียงกิจกรรมเสริมที่ทำเพียงชั่วครั้ง เพื่อความสนุกชั่วครู่เท่า นั้น แต่ เครือวัลย์บอกว่า นี่คือ แนวทางหลักของคนทำงานสุขภาพที่นี่ การยึดติดกับกรอบการรักษาเพียงให้หมอตรวจ และจ่ายยาคงไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะอย่าลืมว่าอาการของโรคที่ส่งให้เกิดทุกข์ ทางกาย เป็นผลพวงของจิตใจเป็นสำคัญ

"หลักของโครงการเครือข่ายสมาธิบำบัดฯ มีอยู่สั้นๆ คือ ต้องการจะให้ผู้ป่วยมีสติ พร้อมจะ เผชิญกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง มองมันอย่างเข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วจะไม่เกิดความทุกข์เพิ่มขึ้น เช่น เดียวกับผู้รักษา ที่ต้องใช้จิตใจในการทำงาน มีสติกับสิ่งที่ทำ หลักมีอยู่นิดเดียว" เธอขยายความ เช่นเดียวกับ "พยาบาลหนิง" กฤติกา ชนประชา พยาบาล รพ.แม่ลาว อ.แม่ลาว จ.เชียงราย เธอสะท้อนมุมที่น่าสนใจว่า "เชื่อว่าสถานพยาบาลแต่ละแห่ง คงมีปัญหาแตกต่างกันไป เราฟัง เราดูวีซีดี ปรึกษาผู้รู้มาแบบวิธีหนึ่ง แต่บางอย่างมันใช้กับที่ทำงานของเราไม่ได้ เช่น บางแผนกคนทำงานอาจจะน้อย จะให้ไปทำสมาธิบำบัดกันทุกคน อาจจะไม่ไหว"


ด้วยข้อจำกัดข้างต้น จึงเป็นที่มาของกิจกรรมสมาธิบำบัดตามแบบฉบับของ รพ.แม่ลาว ที่ได้ประยุกต์โครงการ ให้เหมาะสมกับบริบทในพื้นที่มากขึ้น โดยการเสริมจุดแข็งที่มีอยู่ในชุมชนเข้าทดแทนส่วนที่หายไป จากความไม่พร้อมในเรื่องอื่นๆ

พยาบาลหนิงขยายความว่า นอกจากจะฝึกสมาธิและทำกิจกรรมทางศาสนา รับส่งบุญแบบปกติแล้ว ที่รพ.แม่ลาว ยังเพิ่มกิจกรรมพื้นบ้านที่ผู้ป่วย (ส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่) ชื่นชอบ เข้า ร่วมด้วย อาทิ การนำแพทย์พื้นบ้าน และความรู้ชุมชนที่ไม่ขัดหลักวิทยาศาสตร์มาใช้ เช่น การนวดแผนไทย การรับประทานอาหารพื้นบ้าน หรือการนำวงดนตรีท้องถิ่น มาแสดงใน รพ. ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก

"หลายคนชอบ ไม่ใช่แค่ผู้ป่วย พยาบาลก็ชอบเพราะมีเพลงฟัง ญาติคนไข้ก็ชอบ พวกที่มาเล่นดนตรี เป็นชาวบ้านแถวนี้ ที่เขามีจิตอาสา ยินดีมาช่วยเหลือกัน หรืออย่างที่ชุมชนภาคเหนือเขาจะนับถือ "หมอเมือง" (หมอผี) ให้เขามาช่วยทำพิธีไสยศาสตร์ ปัดรังควาน ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญหรือพิธี "ฮ้องขวน" ด้วยความเชื่อที่ว่าให้ทุกคนหายจากโรค ไม่มีทุกข์ภัย หรือบางทีก็มีพิธีผูกข้อมือ ให้คนเฒ่าคนแก่มาอวยพรให้ลูกหลานมีสุขภาพดี"

"กิจกรรมเหล่านี้ช่วยสร้างกำลังใจให้ผู้ป่วยได้เยอะ แต่ในขั้นตอนการรักษาเราใช้วิธีทาง วิทยาศาสตร์ตามหลักสากล ส่วนในเรื่องจิตใจคนไข้เชื่ออย่างไร เราก็ต้องปรับให้เข้ากับสิ่งนั้น" พยาบาลหนิงย้ำว่า ผลประเมินโครงการเครือข่ายสมาธิฯ พบว่า ได้รับความพอใจจากคนไข้ถึงร้อยละ 80 เลยทีเดียว

"แทบทุกคนลงความเห็นว่า บรรยากาศภายในที่ทำงานของพวกเราดีขึ้น เช่นเดียวกับ คนไข้ที่พูดกับเราว่า เขารู้สึกดี ไม่เบื่อ ที่ต้องมาหาหมอ เหมือนเมื่อก่อน" เธอกล่าวเสริม ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องดี ในมุมของอุปสรรคที่สมควรจะถูกถอดบทเรียนไปศึกษาก็มีอยู่เช่นกัน อย่างที่ โรงพยาบาลสมเด็จพระนารายณ์มหาหาราช จ.ลพบุรี (รพ.ลพบุรีเดิม) ที่เป็นโรงพยาบาลใหญ่ขนาด 300 เตียง

พัชรา ตุ้นสกุล (ตุ๊ก) พยาบาลวิชาชีพ เล่าประสบการณ์ว่า เมื่อรพ.มีขนาดใหญ่และมีคนเข้า-ออกโรงพยาบาลมาก การทำกิจกรรมต่อเนื่องจะยากตามไปด้วย ปัจจัยนี้เป็นเหตุภาคบังคับที่ทำให้กิจกรรมสมาธิบำบัด ต้องทำเป็นครั้งคราว เนื่องจากเจ้าหน้าที่มีภาระมาก ขณะที่คนไข้เองก็ไม่อยากรอนาน หากจะจัดกิจกรรมสมาธิบำบัด ให้เป็นเอกภาพร่วมกันทั้งแผนกคงยาก

"มันยากและเหนื่อยกว่าปกติ 2 เท่า แต่เราพยายามหาวิธีที่จะชนะมัน เราพยายามหาคนที่มองแล้วน่าจะคล้ายกับเรา อย่างพี่ชอบปฏิบัติธรรม ก็จะดึงเครือข่ายคนชอบปฏิบัติธรรม มาร่วมช่วยกันจัด กิจกรรม"

"นอกจากนี้เรายังพยายามมองต้นแบบที่เขาทำได้ดีอย่างที่ จ.ลพบุรี มี รพ.ท่าวุ้ง (รพ.ต้น แบบโครงการเครือข่ายสมาธิบำบัดฯ) เราก็ขอไปศึกษาว่า เขาทำกันอย่างไร แล้วเราก็ปรับให้สอด คล้อง ประยุกต์ใช้ในสิ่งที่เรามีอยู่ เช่น เรามีแผนกแพทย์แผนไทย เราก็นำกิจกรรมไปเสริมให้ สอดคล้องกัน ทั้งการทำกายบริหาร การฝึกสมาธิ การนำแพทย์สมุนไพรเข้ามาช่วย ทำให้คนไข้เข้าถึงได้ง่าย" พัชรา บอกและย้ำว่า การสานต่อโครงการเครือข่ายสมาธิบำบัดฯ เป็นความภาคภูมิใจของคนทำงานด้านสุขภาพ ที่สามารถทำให้ผู้ป่วยมีความสุข มีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะมากยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้คือการนำหลักธรรมและวิชาการสาธารณสุข มาผสมผสานใช้ในการปฏิบัติได้จริง

เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่ทำให้ จิตใจ ผ่องใส ไปพร้อมๆ กับการรักษาโรคทางกาย...