หน้าแรก arrow ข่าวและบทความ arrow สุขภาพออนไลน์ arrow 5 เคล็ด (ไม่) ลับ กินเจแบบได้สุขภาพ
5 เคล็ด (ไม่) ลับ กินเจแบบได้สุขภาพ พิมพ์ อีเมล
เรื่องโดย ศร   
พฤหัสบดี,22 ตุลาคม 2009
       เวียนมาอีกครั้งสำหรับเทศกาลของความอิ่มอก อิ่มใจ และ อิ่มบุญ อย่างเทศกาลกินเจ ซึ่งตลอดช่วงวันที่ 18-26 ตุลาคมนี้ ถือเป็นช่วงเวลาอันสำคัญ ที่ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ตามร้านค้า ร้านอาหาร ตลาดสด ก็จะพบเห็นแต่ธงสามเหลี่ยมสีเหลืองตัวอักษรสีแดง อันเป็นสัญลักษณ์ว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องพักการกินเนื้อสัตว์ แล้วหันมากินพืชผัก ผลไม้ ธัญพืชทดแแทน
       
       ต้องยอมรับว่า การกินเจนั้นทำให้ร่างกาย และจิตใจได้รับแต่สิ่งดีๆ แต่การกินไม่ว่าสิ่งใดก็ตามย่อมส่งผลต่อสุขภาพของเราทั้งสิ้น และเพื่อให้แน่ใจว่าอาหารเจนั้นได้ให้ประโยชน์กับเราอย่างแท้จริง และการกินเจที่ถูกวิธี ถูกหลักโภชนาการ จะต้องปฏิบัติอย่างไรนั้น
       “อ.สง่า ดามาพงษ์” ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้คำอธิบายว่า สำหรับเทศกาลกินเจต้องมองให้ครอบคลุมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ คือ กินอย่างไรให้ได้บุญและไม่กระทบต่อสุขภาพของตนเอง ซึ่งการกินเจที่ถูกหลักต้องยึดหลัก ดังนี้
       
       1.กินเจต้องมั่นใจว่าได้โปรตีนอย่างเพียงพอ เพราะปกติจะได้โปรตีนมาจากเนื้อสัตว์ แต่เมื่อไม่ได้กินก็ต้องมั่นใจว่าอาหารที่กินไปนั้นรับโปรตีนทดแทนอย่างเต็มที่ หลายคนเข้าใจผิดว่าการกินเห็ดสามารถทดแทนเนื้อสัตวได้ แต่ความจริงโปรตีนจากเห็ดมีน้อยมากเมื่อเทียบกับ ถั่วเมล็ดแห้ง ฟองเต้าหู้ โปรตีนเกษตร ที่ต้องนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารเจ ซึ่งนี่จะได้โปรตีนจากพืชที่มีประโยชน์อย่างแน่นอน

       2.กินเจต้องระวังกินแป้งเยอะ จะทำให้อ้วน คือ กินผักมากก็จริงแต่ก็กินแป้งมากเช่นกัน จึงควรระวังการกินแป้ง โดยเปลี่ยนจากการกินข้าวขาว มาเป็นข้าวกล้อง ซึ่งจะมีกากใยอาหารที่มีคุณสมบัติในการดูดซึมได้ดี ข้าวกล้องจะเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลได้ช้ากว่าข้าวขาว ช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลสู่กระแสเลือดของร่างกายได้ ทั้งนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน
       
       3.กินเจต้องระวังของมัน เนื่องจากอาหารเจหลายอย่างเลือกวิธีการปรุงด้วยการใช้น้ำมัน เน้นการผัด ทอด ซึ่งควรลดแล้วหันมากินอาหารที่ปรุงโดยวิธีต้ม ย่าง อบ นึ่งแทน
       
       4.กินเจต้องระวังเรื่องเค็มก่อนปรุงอาหารต้องชิมก่อนทุกครั้ง นอกจากนี้อาหารเจหลายอย่างจะมีการปรุงใส่หม้อใหญ่ เพื่อไว้กินหลายวัน ซึ่งต้องผ่านการอุ่นซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้น้ำระเหยจนหมดเหลือแต่ความเค็ม เมื่อกินเข้าไปแล้วจะเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง และ
       
       5.กินเจต้องปลอดภัย สิ่งสำคัญคือผักที่รู้อยู่แล้วว่าต้องผ่านการใช้สารเคมีจำนวนมาก ดังนั้นก่อนนำไปปรุงอาหารต้องล้าง ทำความสะอาดเพื่อลดการปนเปื้อนของสารเคมีให้มากที่สุด
       
       อ.สง่า แนะนำอีกว่า การกินเจกับมังสวิรัตเหมือนกันในเรื่องของจนุดประสงค์การกิน แต่กินเจจะห้ามกินอยู่ 5 อย่าง คือ กระเทียม, ลักเกียว, หอมแดง, ใบยาสูบ และ คื่นช่าย ที่ห้ามเพราะผักเหล่านี้มีกลิ่นฉุน เกิดการกระตุ้นต่อมความรู้สึกทางเพศ ส่งผลให้จิตใจไม่บริสุทธิ์ ไม่สงบ
       
       “อยากฝากถึงผู้ที่กินเจว่าควรกินอย่างมีความรู้ กินได้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ อย่ากินตามแฟชั่น กินตามเพื่อน เห้นคนอื่นกินก็กินตาม และเมื่อกินแล้วรู้สึกทรมานตัวเองก็ขอให้เลิก อย่าฝืนเพราะจะทำให้จิตใจไม่มีความสุข และมีผลต่อสุขภาพร่างกายตามมาอีกด้วย” อ.สง่า ทิ้งท้าย