หน้าแรก arrow ข่าวและบทความ arrow เทคโนโลยี arrow 3G วิถีชีวิตไร้สาย ชีวิตคนไทยเปลี่ยนไปตลอดกาล
3G วิถีชีวิตไร้สาย ชีวิตคนไทยเปลี่ยนไปตลอดกาล พิมพ์ อีเมล
เรื่องโดย Tom   
อังคาร,20 ตุลาคม 2009

 อีกไม่กี่อึดใจ เทคโนโลยีการสื่อสารแบบ 3G ที่สุดแสนทันสมัย ก็จะเดินทางมาเยี่ยมมาเยือนเมืองไทย ซึ่งการมาถึงในครั้งนี้ ย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้ใช้บริการในบ้านเราอย่างแน่นอน
       
       ถึงแม้ว่า กว่า 3G จะเข้ามาได้ คงต้องผ่านวิบากกรรมเรื่องการประมูลจัดสรรอีกหลายขั้นหลายตอน
       
       3G ถึงแม้ว่าจะเข้ามาเมืองไทยช้าหน่อย ซึ่งนั่นอาจจะไม่สบอารมณ์คนวัยไอทีที่ชอบความรวดเร็วสักเท่าไร
       
      แต่เรื่องที่น่าสนใจก็คือ การเข้ามาของ 3G นั้น จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างกับชีวิตของเราๆ ท่านๆ ที่อาศัยอยู่ท่ามกลางโลกเทคโนโลยี

 

      ต่อไป เราจะไม่ต้องซื้อซีดีกับหนังสือในร้านแล้วหรือไม่? เราจะคุยกันน้อยลง เพราะมัวแต่ติดอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์หรือเปล่า? แล้วบรรดาพ่อบ้านที่นิยมโกหกแม่บ้านว่าติดประชุมจะทำอย่างไร ในเมื่อ 3G ทำให้โทรศัพท์มีทั้งภาพและเสียง
       
       แต่ก่อนอื่น เราไปทำความรู้จักกับเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตเรากันดีกว่า ว่ามันคืออะไร...
      
       
       รู้จักกับ ‘3G’
       
       ถึงแม้ว่าอีกไม่นาน ประชาชนชาวไทย ก็จะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีการสื่อสารแบบ 3G เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ที่ได้ใช้กันไปก่อนหน้าเรา จนเขาจะเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยี 4G กันแล้ว
       
       แต่ก็ยังมีคนหลายคนยังไม่แน่ใจกับความหมายของ 3G เลยว่า แท้จริงแล้ว มันหมายถึงอะไรกันแน่
       
       คำว่า 3G นั้น จริงๆ แล้วเป็นคำที่ย่อมาจาก Third Generation หรือเทคโนโลยีการสื่อสารรุ่นที่สามนั่นเอง
       
       หากกล่าวโดยย่อ ยุค 1G นั้น เป็นยุคที่เทคโนโลยีการสื่อสาร ดำเนินไปด้วยวิธีการแบบ แอนะล็อก กล่าวคือใช้คลื่นวิทยุในการติดต่อสื่อสารกันแบบโต้งๆ ไม่มีการเข้ารหัสแบบดิจิตอลให้ยุ่งยาก ดังนั้น โทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุค 1G จึงเปรียบเสมือนการเอาโทรศัพท์บ้านออกมาโทร.โดยไม่ต้องเสียบสายเท่านั้นเอง มันไม่ได้มีความสามารถในการรับส่งข้อมูลอื่นๆ เลย ถ้ายังจำได้ ถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องยักษ์ ที่ใหญ่พอๆ กับแกลลอนน้ำมันได้ล่ะก็ นั่นแหละ คืออุปกรณ์ของยุค 1G
       
       ต่อมาเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนช่องสัญญาณในยุคแรก ทำให้เทคโนโลยีของโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก้าวเข้าสู่การส่งข้อมูลแบบดิจิตอลผ่านสัญญาณไมโครเวฟ นั่นทำให้โทรศัพท์เครื่องเล็กๆ ในมือเรา ส่งผ่านข้อมูลได้มากขึ้น พวกการส่ง sms จีบกัน หรือข้อมูลต่างๆ ที่นอกเหนือจากเสียงก็เริ่มต้นในยุคนี้นี่เอง และหลังจากนั้นในยุค 2G ก็ยังมีพัฒนาการแบ่งย่อยไปอีกเป็นยุค 2.5G ที่มีการนำเอาการรับส่งข้อมูลแบบ GPRS ซึ่งเร็วกว่าเดิมมาใช้
       
       แล้วก็มาถึงพระเอกในยุคปัจจุบันของไทยที่จะเข้ามาถึง เทคโนโลยี 3G นั้น หากกล่าวรวมๆ ก็คือ จะมีการรับส่งข้อมูลไร้สายได้อย่างรวดเร็วขึ้นอย่างมาก และด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นสุดๆ นี่เอง ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถทำอะไรๆ กับโทรศัพท์เครื่องเล็กในมือได้มากขึ้น
       
       ไม่ว่าจะเป็นด้านภาพ หรือเสียง ซึ่งความเร็วในการรับส่งข้อมูล จึงทำให้สามารถคุยโทรศัพท์ พร้อมๆ กับเห็นหน้าคู่สนทนาไปพร้อมๆ กันก็ยังไหว อีกทั้งยังทำให้โทรศัพท์เป็นเหมือนคอมพิวเตอร์เครื่องเล็กๆ ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไว้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะดาวน์โหลด หนังสือ ภาพ หรือหนัง ก็สะดวกไปหมด
       
       3G ยังมีความน่าสนใจอีกประการก็คือ เครื่องมือที่ใช้นั้น จะมีการเชื่อมต่อกับระบบตลอดเวลา ไม่ต้องรอการเชื่อมต่อแบบระบบ GPRS และจะเสียสตางค์ก็ต่อเมื่อเริ่มมีการโอนถ่ายข้อมูลเท่านั้น ส่วน 4G นั้น ก็คือการ นำเอา 3G ไปรวมกับการรับส่งข้อมูลที่เร็วยิ่งขึ้นๆ เท่านั้นเอง
       
       และที่สำคัญ การเข้ามาของ 3G จะทำให้วิถีชีวิตของผู้ที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้เปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว...
      
       
       ‘3G’ ความสุขในอากาศ
       

       พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ หนุ่มไอทีมากความสามารถที่สวมหมวกหลายใบ ไม่ว่าจะเป็น พิธีกรและผู้ผลิตรายการ ‘แบไต๋ไฮเทค’ รวมทั้ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด หรือโชว์โนลิมิต แสดงทัศนะในเรื่องการมาถึงของเทคโนโลยี 3G ในเมืองไทย ที่จะส่งผลต่อพฤติกรรมการดาวน์โหลดหนัง เพลง เกม และคอนเทนต์ต่างๆ ของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือชาวไทยว่า ความเร็วของอินเทอร์เน็ตบน 3G จะทำให้ ‘สวรรค์ของนักดาวน์โหลด’ เป็นจริง
       
       การส่งเสริมให้ผู้ใช้โทรศัพท์ฯ ดาวน์โหลดกันมากๆ ถือเป็นการใช้ทรัพยากรเครือข่ายอย่างคุ้มค่า
       
       “แน่นอนว่าเมื่ออินเทอร์เน็ตติดตัวไปทุกที่ ไลฟ์สไตล์ของผู้คนก็ฟรีสไตล์มากขึ้น การวางแผนจะน้อยลง เนื่องจากการใช้งานต่างๆ มันทำตาม ‘จิตสั่งได้’ คิดเดี๋ยวนั้น ทำได้เดี๋ยวนั้น ทุกอย่างจะไวไปหมด จนภาระหน้าที่การงานอาจตวัดกลับมาพันกับตัวเรากันอย่างอุตลุด อย่าง BB ที่ใครๆ บอกว่าดี เช็คเมล์ คุยงานได้ทุกที่ ซึ่งคำว่า 'ได้ทุกที่' ก็แปลว่าเราอนุญาตให้งานตามตัวเราไปได้ทุกที่เช่นกัน ฉะนั้นต้องระวัง เพราะคนที่กำลังต้องการเรา อาจไม่เห็นความเป็นส่วนตัวของเราด้วย”
       
       ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ผลิตงานสร้างสรรค์ต้องจัดสรรกรรมวิธีการดาวน์โหลดแบบถูกต้องตามกฎหมายให้คลอดเป็นบริการที่แพร่หลายได้มากกว่า Bit torrent ไม่เช่นนั้นผู้สร้างสรรค์จะตายกันยกแผง! เหมือนเช่นคำพยากรณ์ของพงศ์สุข
       
       เขายกตัวอย่าง Apple ที่สามารถสร้างความภักดีจากลูกค้าได้ โดยการสร้าง AppStore แหล่งดาวน์โหลดโปรแกรมแบบเสียเงิน
       
       “Apple มีกลยุทธ์ที่ดีในการปล่อยซอฟต์แวร์ฟรีๆ ไว้จำนวนหนึ่ง อยากได้ต้อง sign up บัตรเครดิตไว้ก่อน คนดาวน์โหลดของฟรีได้ไม่นาน ก็ใจอ่อนยอมจ่ายเงินให้มั่ง เนื่องจากแพ้ความดีของผู้ให้บริการ”
      
       ส่วนคนจะหันมาดูทีวี หรือฟังวิทยุจากโทรศัพท์มือถือมากขึ้นหรือไม่ หนุ่มไอทีตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจ
       
       “ในยุคก่อน 3G จะมาถึง เราก็ซาบซึ้งไปแล้วว่า ‘มือถือจีน’ ทำได้ทุกอย่าง เพียงแค่ติดเสา ทีวี จูนเนอร์ เข้าไปก็ดูทีวี (แอนะล็อก) ได้ ผู้ใช้มือถือเฮาส์แบรนด์ทั่วทุกหัวระแหงเคยชินกับการดูทีวีผ่านมือถืออยู่แล้วล่ะครับ ส่วนผู้ใช้มือถืออินเตอร์แบรนด์ก็เชื่อขนมกินได้เลยว่า เมื่อเน็ตบนมือถือมันแรงขึ้นได้ด้วย 3G การดูทีวีผ่านมือถือย่อมเป็นสิ่งที่หลายคนถวิลหา เนื่องจากทุกวันนี้ เราอยู่นอกบ้านกันนานขึ้นกว่าอดีตมาก”
       
       แต่พฤติกรรมข้างต้นจะฮิตอินเทรนด์หรือไม่ พงศ์สุขตั้งข้อสังเกตว่า ขึ้นกับปัจจัย 2 ประการจากผู้ให้บริการ คือ 1.การออกแบบ ‘หน้าเมนูรายการ’ บนหน้าจอ ว่าจะดู Live ได้กี่ช่อง หรือ Archive รายการฮิตมีมากขนาดไหน และ 2. แพ็คเกจค่าบริการ ซึ่งถือเป็น ‘คำตอบสุดท้าย’ ปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งยวดในการตัดสินใจของผู้บริโภค
       สุดท้ายแล้ว พงศ์สุขเชื่อว่าเทคโนโลยี 3G จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากการทำ โมบายล์ คอมเมิร์ซ ขายสินค้าและบริการ อีกทั้งเป็นการเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ต ‘ผ่านอากาศ’ ไปสู่ถิ่นฐานที่ห่างไกลที่ ‘สาย’ ไม่เคยไปถึง และที่สำคัญ คนที่อยู่ห่างไกลออกไป จะมีโอกาส ‘อินเทรนด์’ ได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เหมือนคนในเมืองหลวง
      
       ‘3 G’ เชื่อมโลกหรือแบ่งชนชั้น ?
       

       “ผมมองว่า เทคโนโลยี 3G จะช่วยให้การติดต่อสื่อสารง่ายขึ้น เหมือนการย่อโลกไว้ในมือเรา โหลดคลิป โหลดหนัง ได้ง่ายขึ้น แล้วก็ส่งต่อให้เพื่อนๆ ดูได้ง่ายขึ้นด้วย มันก็เหมือนเรามีเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาอยู่ในมือ โดยที่ไม่ต้องพกคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่ๆ ไปไหนมาไหนด้วย ผมเองยังอยากได้เลยครับ โทรศัพท์ 3G”
       
       พีระพงศ์ ดวงดี หนุ่มน้อยเมืองกรุง บอกกล่าวถึงมุมมองที่มีต่อ 3G ซึ่งในความเห็นของเขา ความสนุกและลูกเล่นสารพัดรูปแบบที่เจ้าคลื่นสุดไฮเทคนี้มอบให้นี่แหละ เป็นคุณสมบัติสุดพิเศษที่เจ้าตัวบอกว่าไม่ต่างจากการ ‘ย่อโลกทั้งใบ’ ไว้ในมือ ทั้งยังสามารถโหลดหนัง ฟังเพลง ดูดคลิปสนุกๆ จากทั่วทุกมุมโลก และแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ ในแก๊งได้อย่างสะดวกสบาย โดยไม่ต้องเดินเข้าร้านอินเทอร์เน็ตหรือหอบหิ้วพกพาเจ้าเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คให้เปลืองแรง
       
       กระนั้น เราก็ไม่ควรจำกัดความเห็นไว้เฉพาะแค่วัยรุ่นในเมืองหลวง แต่น่าจะลองฟังเสียงของหนุ่มชานเมืองบ้าง ว่าเขามีความเห็นเช่นไร ต่อเจ้าเทคโนโลยี 3G สุดล้ำ ที่กำลังย่างกรายเข้ามาสู่วิถีชีวิตของผู้คนในเมืองไทย เช่นที่ สุทธิลักษณ์ โตกทอง หนุ่มน้อยนักพัฒนาแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง ลูกหลานคนตำบลแพรกหนามแดง จังหวัดสมุทรสงคราม บอกกับเราว่า
       
       “ความทันสมัยของเทคโนโลยี 3G อาจจะแบ่งชนชั้นระหว่างกลุ่มคนที่สามารถเข้าถึงการใช้งานของการสื่อสารแบบ 3G ได้ กับคนที่เข้าไม่ถึงการสื่อสารแบบนี้”
       
       แล้วแบบไหน? อย่างไร? จึงเป็นการ ‘แบ่งชนชั้น’ ระหว่างผู้คนที่ครอบครอง 3G และคนที่ไม่อาจเข้าถึงความไฮเทคนี้ได้ หนุ่มแม่กลองตอบข้อสงสัยของเรา ด้วยการขยายความถึง ‘ชนชั้น’ ที่เขาหมายถึงในที่นี้ ว่า
       
       “ความไฮเทคของเทคโนโลยี 3G ทำให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทำได้อย่างสะดวกสบาย และรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งผมมองว่า การเข้าถึงข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาในด้านต่างๆ เพราะฉะนั้น คนที่เขาเข้าไม่ถึงข้อมูลเหล่านี้ หรือไม่สามารถรับรู้ข่าวสารได้อย่างรวดเร็วเท่ากับคนที่เข้าถึงเทคโนโลยี ก็อาจทำให้เกิดความแตกต่างกันมาก ในเรื่องของการนำข้อมูลต่างๆ มาใช้เพื่อการพัฒนา”
       
       ในทรรศนะของสุทธิลักษณ์ การเข้าถึงข้อมูลได้ล่าช้าไม่รวดเร็วทันใจ อาจส่งผลทำให้การพัฒนาบุคคลและองค์กรเป็นไปอย่างล่าช้ากว่ากลุ่มคนที่มี ‘โลกทั้งใบ’ อยู่ในมือ ด้วยอานุภาพของ 3G
       
       แต่ถึงแม้จะให้ความสำคัญของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร แต่หนุ่มน้อยจากลุ่มน้ำแม่กลองคนนี้ ก็ไม่ได้ ให้ค่า ให้ความสำคัญกับความล้ำยุคของ 3G สักเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อความทันสมัยของเจ้าคลื่นทรงอานุภาพนี้ มอบให้เขาเกินความจำเป็น
       
       “ผมไม่สนใจหรือมุ่งมั่นอยากจะมี 3G นักหรอกครับ เพราะผมตามเทคโนโลยีไม่ทัน”
       นั่นเป็นเหตุผลง่ายๆ ข้อแรก แต่เหตุผลหลักๆ ที่ตามมานี่สิ สะกิดความคิดได้ไม่น้อย
       
       “ผมมองว่าความทันสมัยที่มากเกินไป มันก็เป็นสิ่งที่เกินความจำเป็น จริงอยู่ ที่มันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำเรื่องการเข้าถึงข้อมูล แต่ผมให้ความสำคัญกับ ‘วิธีการ’ เข้าถึงข้อมูลมากกว่า สำหรับผม การมี 3G หรือไม่มี จึงไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะถ้ามีคอมพิวเตอร์ มีอินเทอร์เน็ต และใช้อินเทอร์เน็ตค้นคว้าหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แค่นั้นก็เพียงพอแล้วครับ”
       
       “มากเกินไปมันก็...ไม่พอเพียง” หนุ่มน้อยจากเมืองแม่กลอง ย้ำทิ้งท้าย
       
                           ……….
       
                  เรื่อง : ทีมข่าว CLICK
                  ภาพ : ทีมภาพ CLICK

http://www.manager.co.th